<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กาแฟซีททูคัพ &#124; Seat2Cup Coffee Bangkok TH &#187; ร้านกาแฟ</title>
	<atom:link href="http://www.seat2cup.com/blog/category/%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.seat2cup.com/blog</link>
	<description>เรื่องราวกาแฟ จากโรงคั่วกาแฟ ถึงร้านกาแฟ และผู้รักการดื่มกาแฟ</description>
	<lastBuildDate>Sun, 01 Apr 2018 16:47:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>กาแฟตลาด</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2015/10/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2015/10/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Oct 2015 05:29:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ร้านกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเปรสโซ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=1719</guid>
		<description><![CDATA[การเปรียบโลกกาแฟดั่งโลกของดนตรี เป็นเรื่องน่าสนใจเสมอ ผมจำภาพยนต์เรื่องหนึ่งได้ลางๆ เป็นเรื่องของครูสอนดนตรีคลาสสิคกับนักเรียนของเขาที่กำลังเรียนรู้อะไรบางอย่าง เรื่องราวในภาพยนต์เป็นอย่างไรนั้นจำไม่ได้แล้วครับแต่ประเด็นที่ติดใจคือมีตอนหนึ่งคุณครูพูดถึงเพลงร็อคแอนด์โรลซึ่งในทัศนะของนักเรียนดนตรีคลาสสิคบางคนไม่คิดว่านั่นคือดนตรีด้วยซ้ำ บางเพลงมีแค่ 3 คอร์ดวนไปเวียนมาแต่ทำไมมันทำให้คนฟังสนุกไปกับมันได้ คุณครูย้ำให้นักเรียนตระหนักว่าคนฟังดนตรีที่แท้เขาฟังเพราะว่ามันสนุก เพลงแม้มีแค่ 3 คอร์ดแต่ถ้าออกมาจากอารมณ์จริงๆ มีความรู้สึกอยู่ในนั้นย่อมทำให้คนฟังเกิดความรู้สึกตามไปด้วยได้ กลับกันหากบรรเลงเพลงที่มีความซับซ้อนเปี่ยมไปด้วยเทคนิคที่แพรวพราวแต่ขาดอารมณ์ความรู้สึกก็อาจทำให้คนฟังไม่มีอารมณ์ร่วม ไม่สนุก ไม่อยากฟังต่อไปอีกก็ได้ นึกถึงเรื่องนี้กับภาพของวงการกาแฟสมัยใหม่โดยเฉพาะในเมืองไทยเรา ผมคิดว่ามันหมุนมาในจุดที่เดี๋ยวนี้เราชั่งน้ำหนักน้ำกาแฟ วัดค่า tds หา extraction yield กัน มีการใช้กาแฟสารพัดแหล่งทั่วโลก เครื่องชงกาแฟแพงๆ แบบไหนๆ เรามีหมด ถือว่ามาไกลมากแล้ว แต่ที่น่าคิดคือกาแฟที่ทำออกมานั้นเราสามารถทำให้ผู้ดื่มทั่วไปซาบซึ้งได้แค่ไหน เราจะเล่นเพลงคลาสสิคหรือจะเลือกเล่นเพลงร็อคก็เพราะเราชอบมัน เราชอบมันก็เพราะเราเคยเป็นผู้ฟังมาก่อนและซาบซึ้งถึงเพลงประเภทนั้น เมื่อเรามาเป็นนักดนตรีผู้เล่นเราสามารถทำให้คนอื่นซาบซึ้งหรือมีความสุขไปกับเสียงเพลงที่ออกมาหรือไม่ ผมไม่ได้ตั้งประเด็นให้ดีเบตกันว่าเราควรเลือกขายกาแฟตลาดๆ หรือขายกาแฟแบบพิเศษ หรือขายแบบไหนดีกว่ากัน เพราะคิดว่าเราจะขายอะไรแบบไหนก็เพราะเราชอบมัน แต่แค่อยากจะเชิญชวนว่าไม่ว่าเราจะขายแบบไหนคำถามคือเราทำให้คนที่ดื่มมีความสุขหรือมีอารมณ์ร่วมได้แค่ไหน การทำให้ผู้ดื่มซาบซึ้งกับกาแฟที่เราทำเป็นงานยาก มีความละเอียดอ่อนมาก ศิลปินที่เป็นศิลปินจริงก็เพราะเขามีความสามารถนี้ ไม่ใช่แค่เลือกเพลงยากๆ มาเล่น หรือเล่นด้วยเทคนิคแพรวพราว หรือด้วยเครื่องดนตรีที่ราคาแพงๆ งานศิลปะต้องสื่อถึงอารมณ์ ลองกลับไปเป็นผู้ดื่มทั่วๆ ไปอีกครั้ง เปิดใจให้กว้างๆ ดื่มกาแฟที่หลากหลาย ลองทบทวนดูใหม่ว่าอะไรบ้างที่ทำให้เรารู้สึกดีกับกาแฟถ้วยนั้น และเราจะสามารถเพิ่มเติมอะไรลงไปในกาแฟที่เราทำได้อีกบ้าง &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การเปรียบโลกกาแฟดั่งโลกของดนตรี เป็นเรื่องน่าสนใจเสมอ ผมจำภาพยนต์เรื่องหนึ่งได้ลางๆ เป็นเรื่องของครูสอนดนตรีคลาสสิคกับนักเรียนของเขาที่กำลังเรียนรู้อะไรบางอย่าง เรื่องราวในภาพยนต์เป็นอย่างไรนั้นจำไม่ได้แล้วครับแต่ประเด็นที่ติดใจคือมีตอนหนึ่งคุณครูพูดถึงเพลงร็อคแอนด์โรลซึ่งในทัศนะของนักเรียนดนตรีคลาสสิคบางคนไม่คิดว่านั่นคือดนตรีด้วยซ้ำ บางเพลงมีแค่ 3 คอร์ดวนไปเวียนมาแต่ทำไมมันทำให้คนฟังสนุกไปกับมันได้ คุณครูย้ำให้นักเรียนตระหนักว่าคนฟังดนตรีที่แท้เขาฟังเพราะว่ามันสนุก เพลงแม้มีแค่ 3 คอร์ดแต่ถ้าออกมาจากอารมณ์จริงๆ มีความรู้สึกอยู่ในนั้นย่อมทำให้คนฟังเกิดความรู้สึกตามไปด้วยได้ กลับกันหากบรรเลงเพลงที่มีความซับซ้อนเปี่ยมไปด้วยเทคนิคที่แพรวพราวแต่ขาดอารมณ์ความรู้สึกก็อาจทำให้คนฟังไม่มีอารมณ์ร่วม ไม่สนุก ไม่อยากฟังต่อไปอีกก็ได้</p>
<p>นึกถึงเรื่องนี้กับภาพของวงการกาแฟสมัยใหม่โดยเฉพาะในเมืองไทยเรา ผมคิดว่ามันหมุนมาในจุดที่เดี๋ยวนี้เราชั่งน้ำหนักน้ำกาแฟ วัดค่า tds หา extraction yield กัน มีการใช้กาแฟสารพัดแหล่งทั่วโลก เครื่องชงกาแฟแพงๆ แบบไหนๆ เรามีหมด ถือว่ามาไกลมากแล้ว แต่ที่น่าคิดคือกาแฟที่ทำออกมานั้นเราสามารถทำให้ผู้ดื่มทั่วไปซาบซึ้งได้แค่ไหน</p>
<p>เราจะเล่นเพลงคลาสสิคหรือจะเลือกเล่นเพลงร็อคก็เพราะเราชอบมัน เราชอบมันก็เพราะเราเคยเป็นผู้ฟังมาก่อนและซาบซึ้งถึงเพลงประเภทนั้น เมื่อเรามาเป็นนักดนตรีผู้เล่นเราสามารถทำให้คนอื่นซาบซึ้งหรือมีความสุขไปกับเสียงเพลงที่ออกมาหรือไม่ ผมไม่ได้ตั้งประเด็นให้ดีเบตกันว่าเราควรเลือกขายกาแฟตลาดๆ หรือขายกาแฟแบบพิเศษ หรือขายแบบไหนดีกว่ากัน เพราะคิดว่าเราจะขายอะไรแบบไหนก็เพราะเราชอบมัน แต่แค่อยากจะเชิญชวนว่าไม่ว่าเราจะขายแบบไหนคำถามคือเราทำให้คนที่ดื่มมีความสุขหรือมีอารมณ์ร่วมได้แค่ไหน การทำให้ผู้ดื่มซาบซึ้งกับกาแฟที่เราทำเป็นงานยาก มีความละเอียดอ่อนมาก ศิลปินที่เป็นศิลปินจริงก็เพราะเขามีความสามารถนี้ ไม่ใช่แค่เลือกเพลงยากๆ มาเล่น หรือเล่นด้วยเทคนิคแพรวพราว หรือด้วยเครื่องดนตรีที่ราคาแพงๆ งานศิลปะต้องสื่อถึงอารมณ์</p>
<p>ลองกลับไปเป็นผู้ดื่มทั่วๆ ไปอีกครั้ง เปิดใจให้กว้างๆ ดื่มกาแฟที่หลากหลาย ลองทบทวนดูใหม่ว่าอะไรบ้างที่ทำให้เรารู้สึกดีกับกาแฟถ้วยนั้น และเราจะสามารถเพิ่มเติมอะไรลงไปในกาแฟที่เราทำได้อีกบ้าง</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2015/10/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำสำหรับเครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซ</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2014/12/espressomachinewater/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2014/12/espressomachinewater/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Dec 2014 05:09:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ร้านกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[7SO]]></category>
		<category><![CDATA[claris]]></category>
		<category><![CDATA[everpure]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบกรองน้ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=1636</guid>
		<description><![CDATA[ความจริงบางอย่างเรื่อง &#8220;น้ำ&#8221; สำหรับเครื่องชงกาแฟ 1.เครื่องชงเอสเปรสโซต้องการน้ำที่มีค่า TDS ประมาณร้อยต้นๆ เท่านั้น โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดตะกรันจริงแล้วคือ CaCo3 หรือแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งควรมีค่าอยู่ที่ประมาณ 20-90 ppm เพื่อกลิ่นรสที่ดีและไม่เกิดการสะสมตะกรันในหม้อต้มเร็วเกินไป 2.ระบบกรองส่วนใหญ่ในท้องตลาดออกแบบสำหรับน้ำดื่มแต่ไม่ใช่สำหรับเครื่องเอสเปรสโซโดยเฉพาะ เมื่อกรองแล้วค่า CaCo3 จึงมักไม่ลดลง 3.ระบบกรองแบบ RO ลดค่า TDS เหลือแค่ประมาณ 5 ppm ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปสำหรับใช้ชงกาแฟ จะทำให้เกิดการสกัดที่น้อยเกินไปหรือ under extraction และเป็นน้ำที่มีค่่าการกัดกร่อนสูง อาจทำให้เกิดการกร่อนและรั่วตามจุดเชื่อมต่างๆ ที่เป็นโลหะในเส้นทางของน้ำได้ 4.ไส้กรองไม่ว่าจะระบบใดจะเสื่อมสภาพตามการใช้งานเสมอ ดังนั้นการตรวจวัดค่า TDS และค่า KH นอกจากจะช่วยให้เราสามารถเลือกระบบกรองที่เหมาะสมกับร้านของเราแล้ว ยังใช้สำหรับติดตามสภาพของไส้กรองว่าเมื่อไรจึงสมควรเปลี่ยน เพื่อลดความเสียหายต่อเครื่องชงและโอกาสที่จะทำให้กลิ่นรสของกาแฟเปลี่ยนไป *ขอบคุณกาแฟพีแอนด์เอฟที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์และสถานที่นะครับ &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ความจริงบางอย่างเรื่อง &#8220;น้ำ&#8221; สำหรับเครื่องชงกาแฟ<br />
1.เครื่องชงเอสเปรสโซต้องการน้ำที่มีค่า TDS ประมาณร้อยต้นๆ เท่านั้น โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดตะกรันจริงแล้วคือ CaCo3 หรือแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งควรมีค่าอยู่ที่ประมาณ 20-90 ppm เพื่อกลิ่นรสที่ดีและไม่เกิดการสะสมตะกรันในหม้อต้มเร็วเกินไป<br />
2.ระบบกรองส่วนใหญ่ในท้องตลาดออกแบบสำหรับน้ำดื่มแต่ไม่ใช่สำหรับเครื่องเอสเปรสโซโดยเฉพาะ เมื่อกรองแล้วค่า CaCo3 จึงมักไม่ลดลง<br />
3.ระบบกรองแบบ RO ลดค่า TDS เหลือแค่ประมาณ 5 ppm ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปสำหรับใช้ชงกาแฟ จะทำให้เกิดการสกัดที่น้อยเกินไปหรือ under extraction และเป็นน้ำที่มีค่่าการกัดกร่อนสูง อาจทำให้เกิดการกร่อนและรั่วตามจุดเชื่อมต่างๆ ที่เป็นโลหะในเส้นทางของน้ำได้<br />
4.ไส้กรองไม่ว่าจะระบบใดจะเสื่อมสภาพตามการใช้งานเสมอ</p>
<div>
<p>ดังนั้นการตรวจวัดค่า TDS และค่า KH นอกจากจะช่วยให้เราสามารถเลือกระบบกรองที่เหมาะสมกับร้านของเราแล้ว ยังใช้สำหรับติดตามสภาพของไส้กรองว่าเมื่อไรจึงสมควรเปลี่ยน เพื่อลดความเสียหายต่อเครื่องชงและโอกาสที่จะทำให้กลิ่นรสของกาแฟเปลี่ยนไป</p>
<p>*ขอบคุณกาแฟพีแอนด์เอฟที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์และสถานที่นะครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
</div>
<p><iframe src="//www.youtube.com/embed/X5bD0bOqwgU" frameborder="0" width="480" height="270"></iframe></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2014/12/espressomachinewater/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กาแฟดี vs กาแฟที่ชอบ</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2014/06/goodcoffee/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2014/06/goodcoffee/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Jun 2014 16:05:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[cupping]]></category>
		<category><![CDATA[การคั่วกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟคั่ว]]></category>
		<category><![CDATA[ชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเปรสโซ]]></category>
		<category><![CDATA[การประเมินกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟคุณภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟดี]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟอร่อย]]></category>
		<category><![CDATA[คับปิ้ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=1616</guid>
		<description><![CDATA[เคยมั๊ยครับ เวลาที่จะแนะนำใครไปร้านกาแฟที่คิดว่ากาแฟดี หรือเวลามีใครถามว่าร้านกาแฟไหนที่กาแฟดีๆ บ้าง แล้วไม่แน่ใจว่าดีหรือเปล่า หรือดีในความหมายของคนที่ถามนั้นคืออะไร ในชั้นเรียนวิชาบาริสต้าที่ต้องมีการฝึกชิมกาแฟก็พบคำถามทำนองนี้เกือบทุกครั้งที่สอน ว่ากาแฟดีกับกาแฟที่ชอบนั้นคือสิ่งเดียวกันหรือไม่ ซึ่งไม่เคยเป็นเรื่องอธิบายง่าย แต่ผมพยายามให้แบบสั้นๆ อย่างนี้นะครับ สำคัญที่สุดคือต้องกำหนด บริบท หรือ context ให้ชัดเจนเสียก่อน ซึ่งบริบทในการประเมินกาแฟนั้นหลากหลายแล้วแต่  วัตถุประสงค์ ในการประเมิน ยกตัวอย่าง ในบริบทของคำว่ากาแฟโดยทั่วไป กาแฟดีหรือ กาแฟคุณภาพ หมายถึงกาแฟที่ชงมาจาก เมล็ดกาแฟดิบดี นำมาคั่วดี และชงดี ขยายความคำว่าดีแบบง่ายๆ คือต้องมีลักษณะที่ ไม่ดี น้อยที่สุด เช่น เมล็ดกาแฟดิบดี ต้องมาจากพันธุ์ดี ไม่มีหรือมี defects ต่างๆ น้อย อย่างเมล็ดเล็ก หูช้าง เมล็ดหัก เมล็ดดำ เมล็ดน้ำตาล เมล็ดซีด แมงกิน เมล็ดเป็นแผล ฯลฯ เพราะตำหนิเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดรสชาติที่ไม่ดีทั้งสิ้น คั่วดี คือไม่มีตำหนิหรือ defects จากการคั่ว เช่น คั่วน้อยไป คั่วมากไป เมล็ดมีรอยไหม้ที่ผิว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone" title="quality coffee" src="http://www.seat2cup.com/images/quality-coffee11.jpg" alt="" width="473" height="258" /></p>
<p>เคยมั๊ยครับ เวลาที่จะแนะนำใครไปร้านกาแฟที่คิดว่ากาแฟดี หรือเวลามีใครถามว่าร้านกาแฟไหนที่กาแฟดีๆ บ้าง แล้วไม่แน่ใจว่าดีหรือเปล่า หรือดีในความหมายของคนที่ถามนั้นคืออะไร</p>
<p><span id="more-1616"></span>ในชั้นเรียนวิชาบาริสต้าที่ต้องมีการฝึกชิมกาแฟก็พบคำถามทำนองนี้เกือบทุกครั้งที่สอน ว่ากาแฟดีกับกาแฟที่ชอบนั้นคือสิ่งเดียวกันหรือไม่ ซึ่งไม่เคยเป็นเรื่องอธิบายง่าย แต่ผมพยายามให้แบบสั้นๆ อย่างนี้นะครับ</p>
<p>สำคัญที่สุดคือต้องกำหนด <strong>บริบท</strong> หรือ context ให้ชัดเจนเสียก่อน</p>
<p>ซึ่งบริบทในการประเมินกาแฟนั้นหลากหลายแล้วแต่  <strong>วัตถุประสงค์ </strong>ในการประเมิน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ยกตัวอย่าง</span></p>
<p>ในบริบทของคำว่ากาแฟโดยทั่วไป กาแฟดีหรือ <strong>กาแฟคุณภาพ </strong>หมายถึงกาแฟที่ชงมาจาก เมล็ดกาแฟดิบดี นำมาคั่วดี และชงดี</p>
<p>ขยายความคำว่าดีแบบง่ายๆ คือต้องมีลักษณะที่<strong> ไม่ดี</strong> น้อยที่สุด เช่น</p>
<ol>
<li>เมล็ดกาแฟดิบดี ต้องมาจากพันธุ์ดี ไม่มีหรือมี defects ต่างๆ น้อย อย่างเมล็ดเล็ก หูช้าง เมล็ดหัก เมล็ดดำ เมล็ดน้ำตาล เมล็ดซีด แมงกิน เมล็ดเป็นแผล ฯลฯ เพราะตำหนิเหล่านี้ล้วนทำให้เกิด<span style="text-decoration: underline;">รสชาติที่ไม่ดีทั้งสิ้น</span></li>
<li>คั่วดี คือไม่มีตำหนิหรือ defects จากการคั่ว เช่น คั่วน้อยไป คั่วมากไป เมล็ดมีรอยไหม้ที่ผิว รอยไหม้ที่รอยตัดกลางเมล็ด นอกจากนี้อาจรวมถึงการผสมที่เรียกว่า<strong> เบลนด์</strong> เมล็ดแบบต่างๆ เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นรสชาติเฉพาะ รสชาติที่เกิดขึ้นต้องกลมกล่อมกลมกลืนดื่มแล้วอร่อย</li>
<li>ชงถูกต้อง ผมหมายรวมถึงเรื่องการจัดการอายุกาแฟคั่วในร้านด้วย คือเมล็ดกาแฟคั่วต้องไม่ใหม่เกินไป และไม่เก่าเกินไป ใช้น้ำที่สะอาดและเหมาะสมนำมาชงด้วยเครื่องที่มีประสิทธิภาพดี โดยต้องชงให้ไม่เกิดการสกัดน้อยไป หรือสกัดมากไป จากการที่ตัดสินใจใช้อัตราการชง อุณหภูมิน้ำชง ความละเอียดในการบด และระยะเวลาในการสกัดที่เหมาะเจาะจนเกิดเป็นรสชาติกาแฟในถ้วยที่ดี</li>
</ol>
<p>อันนี้เป็นตัวอย่าง บริบทกาแฟดี หรือกาแฟคุณภาพแบบกว้างๆ ที่คนกาแฟทั่วไปมีไว้เป็นพื้นฐานในการทำงาน<strong></strong></p>
<p>แต่ถ้าเจาะลงมาให้แคบกว่าเช่น <strong>กาแฟเอสเปรสโซแบบอิตาเลี่ยนที่ดี</strong> การประเมินอาจแคบลงมาอีกหน่อย เช่น</p>
<p><img class="alignnone" title="tasting card" src="http://www.seat2cup.com/images/tastingcard2.jpg" alt="" width="473" height="316" /></p>
<p>ใน workshop การชิมกาแฟที่เราทำประจำนั้นจะใช้ chart ด้านบนนี้ประเมินกาแฟเป็นหลัก อธิบายง่ายๆ ว่าเอสเปรสโซที่ดีก็คือ มีลักษณะอาการที่ไม่ดีปนอยู่น้อย นั่นก็คือคำอธิบายที่เป็นสีแดงทั้งหมดต้องมีน้อยหรือไม่มีเลย ส่วนความขมและความเปรี้ยวต้องไม่มากจนทำลายความกลมกล่อม นอกจากนี้คือต้องไม่มีรสดิบปร่าฝาดปนมาทำลายความเรียบร้อยของรสชาติ</p>
<p><strong>รสชาติที่ไม่ดี</strong>ที่กล่าวถึงทั้งในแง่การประเมินกาแฟทั่วไป หรือแม้แต่ในแง่การประเมินกาแฟเอสเปรสโซ ผมถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุด คือมันต้องไม่ดีในลักษณะธรรมชาติหรือสามัญสำนึก เช่นรสขมไหม้ รสดิบๆ ฝาดๆ เฝื่อน กลิ่นควัน กลิ่นยาง กลิ่นเคมี กลิ่นดิน กลิ่นหืน สัมผัสที่ขื่น บาดปาก หรือสากๆ  และ ฯลฯ มนุษย์ที่เป็นปรกติดี ไม่ควรจะชอบกลิ่นรสและสัมผัสแบบนี้ และผมกำลังพูดถึงกาแฟที่เป็นกาแฟจริงๆ คือไม่ได้มีส่วนผสมอย่างอื่นอยู่ในนั้น นี่เป็นความจริงที่ผู้เชี่ยวชาญด้านรสชาติกาแฟเข้าถึงได้ และทุกคนสามารถประเมินออกมาได้ผลตรงกันทั้งหมด ไม่มีข้อถกเถียง ไม่ได้พูดเรื่องว่าใครชอบแบบไหน แต่พูดกันถึง<strong>ความจริง</strong>ที่พบในกาแฟ</p>
<p><strong>ทั้งนี้ถ้าเราเปลี่ยนบริบทไป</strong> เช่นมุ่งไปที่การใช้งาน ร้านกาแฟต้องนำไปใช้ในเครื่องดื่มที่ผสมนมปริมาณมากๆ หรือคาดการณ์รสนิยมลูกค้าผู้ดื่มไว้อย่างหนึ่ง จำเป็นต้องใช้เมล็ดกาแฟที่ราคาไม่สูงเนื่องจากไม่สามารถตั้งราคาขายได้สูงนัก การมองกาแฟอาจจะเปลี่ยนไปหมด เช่นอาจต้องการกาแฟที่ขมกว่า หรือมีความแข็งในรสชาติมากกว่า อาจยอมรับในกลิ่นควันได้มากขึ้น รับสัมผัสที่ขื่นได้มากขึ้น ไม่ต้องการกาแฟที่มีรสเปรี้ยว กาแฟไม่จำเป็นต้องมีความชุ่มฉ่ำผลไม้ ยอมรับในรสทื่อๆ  ยอมรับใน defects ต่างๆ ได้มากขึ้น(เพราะต้องการราคาที่ถูกกว่า) ความหมายของกาแฟดีจะเปลี่ยนไป คือเปลี่ยนไปเป็นดีในแง่การใช้งานของร้านกาแฟนั้นๆ</p>
<p>ความเป็นจริงอีกอย่างก็คือ ในแง่ของผู้บริโภคโดยทั่วไปที่อาจยังไม่เข้าใจความหมายของกาแฟคุณภาพมากนัก บริบทในการประเมินกาแฟจะเปลี่ยนไปอีก กรณีนี้ <strong>กาแฟดี อาจหมายถึง กาแฟที่ชอบได้</strong> เพราะดื่มแล้วรู้สึกดีมีความสุขบางคนใช้คำว่า <strong>อร่อย</strong> และยินดีที่จะจ่ายให้ในราคานั้น นั่นก็หมายถึงดีของใครของเขาออกจะดูเป็นเรื่องบุคคล หรือ subjective มากๆ ขึ้นอยู่กับรสนิยม ความรู้และประสบการณ์ของคนคนนั้น ไม่มีประโยชน์ใดๆ ที่จะมานั่งเถียงกันกว่าอย่างนี้สิดี หรืออย่างนั้นสิอร่อยกว่า ในกรณีนี้กลายเป็นเรื่องยากที่สุดที่ร้านกาแฟต้องรับมือ เนื่องจากความชอบของคนนั้นหลากหลาย และยากที่จะทำให้ถูกใจได้หมดทุกคน หลายๆ ร้านต้องใช้เทคนิคอื่นๆ เข้ามาเพื่อช่วยในเรื่องนี้ เช่นการกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจน และคาดการณ์ถึงรสนิยมความชอบของลูกค้ากลุ่มนั้น ให้ความสำคัญเรื่องงานบริการ การตกแต่งร้าน การลงทุนในเครื่องมืออุปกรณ์ การเลือกผู้ผลิตเมล็ดกาแฟที่มีชื่อเสียง การนำเสนอในเรื่องกาแฟให้เห็นว่ามีความรู้ความชำนาญและความตั้งใจในการทำงานกาแฟมากขนาดไหน เป็นการชี้นำความรู้สึกลูกกค้าไปก่อนเลยว่ากาแฟที่ทำนั้นน่าจะเป็น <strong>กาแฟคุณภาพ </strong>ที่ว่าลูกค้าจะชอบหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยต้องสามารถเรียกความนับถือจากลูกค้าได้บ้าง ให้เกรงใจและไม่ดูถูกหรือว่าร้ายว่านั่นเป็นแค่กาแฟห่วยๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2014/06/goodcoffee/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เอสเปรสโซเย็น</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2012/04/espressoyen/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2012/04/espressoyen/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Apr 2012 18:13:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเปรสโซ]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟเย็น]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเปรสโซเย็น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=1440</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องเอสเปรสโซเย็นนี้เคยคิดจะเขียนถึงนานแล้ว แต่ก็ยั้งมือไว้เพราะได้อ่านข้อเขียนของเพื่อนๆ หรือผู้อาวุโสบางท่านที่คอยอธิบายเป็นระยะคิดว่าให้ความเข้าใจได้พอสมควรแล้ว แต่ข้อถกเถียงเรื่องนี้ยังหาที่สุดไม่ได้และยังเป็นหัวข้อที่คุยสนุกทุกเมื่อเชื่อวัน หากคิดอยากจะกลับไปค้นคว้าหาอ่านทบทวนกลับล้มเหลว เพราะข้อเขียนเหล่านั้นกระจัดกระจายหายไปกับสายลมแล้ว จึงอยากโน้ตแปะไว้เช่นเคยครับว่าความเห็นส่วนตัวเรื่องนี้ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร เท่าที่ทราบตำนานความเป็นมาของคำว่า “เอสเปรสโซเย็น” นั้นผมวิเคราะห์เอาเองจากที่ได้ยินได้ฟังมาว่าน่าจะมาจากที่คอกาแฟผู้รักการดื่มรุ่นเก๋าท่านเรียกขานไว้ ตั้งแต่ยุคที่เอสเปรสโซบุกเมืองไทยช่วงแรกราวสิบกว่าปีมาแล้ว ด้วยความที่ก่อนหน้านั้นคนไทยเคยชินกับกาแฟเย็นที่น้ำกาแฟชงด้วยการแช่ถุงในน้ำร้อนวิธีแบบนี้ไม่เคยโบราณมาก่อนทั้งที่คนไทยเชื้อสายจีนชงให้ดื่มมาจะเป็นร้อยปีแล้ว กระทั่งถึงยุคที่เอสเปรสโซบุก เครื่องเอสเปรสโซเริ่มจำหน่ายอย่างกว้างขวาง ถ้าใครจำได้ช่วงราวๆ ปี 2540 เครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซแบบอัตโนมัติ(fully automatic) ถูกนำมาใช้ชงกาแฟคั่วขายกันตามซุ้มกาแฟใหญ่เล็กไปจนถึงร้านกาแฟสมัยใหม่ที่ค่อยๆ เกิดขึ้น ก่อนที่จะพรึบเป็นดอกเห็ดอย่างทุกวันนี้ ปัญหาคือช่วงนั้นมันเป็นรอยต่อของวัฒนธรรมกาแฟแบบเดิมๆ ของเรา ที่คาเฟ่หมายถึงร้านกาแฟที่อยู่ตามชุมชน มุมถนน หรือซอยใกล้บ้าน เช้าๆ ชาวบ้านจะมารวมตัวกันซดโอยัวะ อ่านหนังสือพิมพ์แกล้มด้วยปาท่องโก๋ แล้วคุยกันถึงข่าวคราวที่เป็น talk of the town ในวันนั้น คนในชุมชนรู้จักมักคุ้นกันดี คาเฟ่แบบนี้บางท่านเลยเรียกสภากาแฟเพราะมีการอภิปรายกันอย่างเมามันด้วยเหตุเป็นที่รวมตัวของสมาชิกชุมชนในระแวกนั้น สังคมเมืองพัฒนาขึ้น ชนชั้นกลางขยายตัว ประชากรในเมืองเพิ่มขึ้น สังคมเลยซับซ้อนขึ้นและคนเริ่มห่างเหินกัน กลายมาเป็นต่างคนต่างอยู่ การจับกลุ่มของชุมชนที่พักอาศัยใกล้เคียงกันค่อยๆ น้อยลง กลายเป็นการจับกลุ่มทางสังคมแทน  วิถีชีวิตแบบใหม่ก็ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้น วัฒนธรรมคาเฟ่สมัยใหม่กลายมาเป็นสิ่งรองรับให้กับสังคมเมืองที่ซับซ้อนขึ้นนี้ และปรากฏการณ์การหลั่งไหลเข้ามาของเครื่องเอสเปรสโซในเมืองไทยก็เริ่มขึ้นพร้อมกับวัฒนธรรมคาเฟ่สมัยใหม่นี้เอง เอาล่ะสิครับ ของเก่าก็ยังไม่สาปสูญ ของใหม่ก็เริ่มเข้ามา ปัญหาจึงตกอยู่ที่ผู้บริโภคเวลาที่จะสือสารกันนั้นทำอย่างไรจะให้เข้าใจว่ากาแฟที่เขาต้องการนั้นมันชงแบบไหน คราวนี้กาแฟแบบที่ชงมาดั้งเดิมเลยกลายเป็นกาแฟโบราณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องเอสเปรสโซเย็นนี้เคยคิดจะเขียนถึงนานแล้ว แต่ก็ยั้งมือไว้เพราะได้อ่านข้อเขียนของเพื่อนๆ หรือผู้อาวุโสบางท่านที่คอยอธิบายเป็นระยะคิดว่าให้ความเข้าใจได้พอสมควรแล้ว แต่ข้อถกเถียงเรื่องนี้ยังหาที่สุดไม่ได้และยังเป็นหัวข้อที่คุยสนุกทุกเมื่อเชื่อวัน หากคิดอยากจะกลับไปค้นคว้าหาอ่านทบทวนกลับล้มเหลว เพราะข้อเขียนเหล่านั้นกระจัดกระจายหายไปกับสายลมแล้ว</p>
<p><img class="alignnone" title="เอสเปรสโซเย็น" src="http://www.seat2cup.com/images/esyen.jpg" alt="" width="494" height="370" /></p>
<p><span id="more-1440"></span></p>
<p>จึงอยากโน้ตแปะไว้เช่นเคยครับว่าความเห็นส่วนตัวเรื่องนี้ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร เท่าที่ทราบตำนานความเป็นมาของคำว่า <strong>“เอสเปรสโซเย็น”</strong> นั้นผมวิเคราะห์เอาเองจากที่ได้ยินได้ฟังมาว่าน่าจะมาจากที่คอกาแฟผู้รักการดื่มรุ่นเก๋าท่านเรียกขานไว้ ตั้งแต่ยุคที่เอสเปรสโซบุกเมืองไทยช่วงแรกราวสิบกว่าปีมาแล้ว ด้วยความที่ก่อนหน้านั้นคนไทยเคยชินกับกาแฟเย็นที่น้ำกาแฟชงด้วยการแช่ถุงในน้ำร้อนวิธีแบบนี้ไม่เคยโบราณมาก่อนทั้งที่คนไทยเชื้อสายจีนชงให้ดื่มมาจะเป็นร้อยปีแล้ว กระทั่งถึงยุคที่เอสเปรสโซบุก เครื่องเอสเปรสโซเริ่มจำหน่ายอย่างกว้างขวาง ถ้าใครจำได้ช่วงราวๆ ปี 2540 เครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซแบบอัตโนมัติ(fully automatic) ถูกนำมาใช้ชงกาแฟคั่วขายกันตามซุ้มกาแฟใหญ่เล็กไปจนถึงร้านกาแฟสมัยใหม่ที่ค่อยๆ เกิดขึ้น ก่อนที่จะพรึบเป็นดอกเห็ดอย่างทุกวันนี้</p>
<p>ปัญหาคือช่วงนั้นมันเป็นรอยต่อของวัฒนธรรมกาแฟแบบเดิมๆ ของเรา ที่คาเฟ่หมายถึงร้านกาแฟที่อยู่ตามชุมชน มุมถนน หรือซอยใกล้บ้าน เช้าๆ ชาวบ้านจะมารวมตัวกันซดโอยัวะ อ่านหนังสือพิมพ์แกล้มด้วยปาท่องโก๋ แล้วคุยกันถึงข่าวคราวที่เป็น talk of the town ในวันนั้น คนในชุมชนรู้จักมักคุ้นกันดี คาเฟ่แบบนี้บางท่านเลยเรียก<strong>สภากาแฟ</strong>เพราะมีการอภิปรายกันอย่างเมามันด้วยเหตุเป็นที่รวมตัวของสมาชิกชุมชนในระแวกนั้น</p>
<p>สังคมเมืองพัฒนาขึ้น ชนชั้นกลางขยายตัว ประชากรในเมืองเพิ่มขึ้น สังคมเลยซับซ้อนขึ้นและคนเริ่มห่างเหินกัน กลายมาเป็นต่างคนต่างอยู่ การจับกลุ่มของชุมชนที่พักอาศัยใกล้เคียงกันค่อยๆ น้อยลง กลายเป็นการจับกลุ่มทางสังคมแทน  วิถีชีวิตแบบใหม่ก็ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้น วัฒนธรรมคาเฟ่สมัยใหม่กลายมาเป็นสิ่งรองรับให้กับสังคมเมืองที่ซับซ้อนขึ้นนี้ และปรากฏการณ์การหลั่งไหลเข้ามาของเครื่องเอสเปรสโซในเมืองไทยก็เริ่มขึ้นพร้อมกับวัฒนธรรมคาเฟ่สมัยใหม่นี้เอง</p>
<p>เอาล่ะสิครับ ของเก่าก็ยังไม่สาปสูญ ของใหม่ก็เริ่มเข้ามา ปัญหาจึงตกอยู่ที่ผู้บริโภคเวลาที่จะสือสารกันนั้นทำอย่างไรจะให้เข้าใจว่ากาแฟที่เขาต้องการนั้นมันชงแบบไหน คราวนี้กาแฟแบบที่ชงมาดั้งเดิมเลยกลายเป็น<strong>กาแฟโบราณ</strong> กาแฟแบบใหม่เราก็มีคำว่า “<strong>เอสเปรสโซ</strong>” ให้ใช้ จะบอกว่าถูกผิดแบบแผนอย่างไรก็ไม่ทราบได้เพราะไม่ได้มีใครมาบัญญัติให้  เรียกว่าผู้บริโภค(หรืออาจจะด้วยความร่วมมือกับผู้ขาย) ช่วยแก้ปัญหากันเองแบบลูกทุ่งๆ ให้สื่อสารกันเข้าใจ เพื่อที่ตนเองจะได้สิ่งที่ต้องการ</p>
<p><strong>เคยดื่มกาแฟเย็น (จากวิธีที่เพิ่งจะโบราณ)</strong></p>
<p>อยากดื่มกาแฟเย็นเหมือนเดิม แต่จากการชงแบบใหม่ มันหอมกว่าเข้มข้นกว่า เพราะใช้กาแฟคั่วแท้ๆ และใช้เครื่องชง จะเรียกยังไงดี เพราะถ้าบอกกาแฟเย็นอาจจะได้กาแฟจากวิธีที่เพิ่งจะโบราณ งั้นเรียก <strong>“เอสเปรสโซเย็น”</strong> เข้าใจมั๊ย</p>
<p>จบครับ ทุกคนแฮบปี้ คนดื่มแฮปปี้ คนขายแฮปปี้ ต่างคนต่างได้สิ่งที่ตนเองต้องการ</p>
<p>แล้วยังจะมีปัญหาอะไรอีก</p>
<p>ความเป็นจริงก็คือตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บนความเจริญงอกงามของวัฒนธรรมคาเฟ่สมัยใหม่ มีกลุ่มคนที่มุ่งมั่นศึกษาหาความรู้ จริงจังกับงานที่ทำ และต้องการให้ทุกอย่างถูกต้องตามแบบแผนประเพณี <strong>คนกลุ่มนี้ไม่แฮปปี้ด้วย</strong> เพราะเมื่อย้อนกลับมาพิจารณาคำว่า <strong>“เอสเปรสโซเย็น”</strong> ข้อถกเถียงสนุกๆ จึงเกิดขึ้น บ้างก็ว่าเมนูนี้มันไม่มีในโลกหรอก บ้างก็ว่ามีแต่ไม่ใช่อย่างที่เห็น มันไม่ควรจะใส่นมข้น และมีรสชาติหวานมันอย่างนั้น นั่นมันไร้รสนิยม และเป็นการเหยียบย่ำประเพณีอันดีที่ควรรักษาไว้ พร้อมกับน้ำเสียงเหยียดๆ ว่านี่มัน <strong>“ไทยแลนด์โอนลี่”</strong> อีกแล้ว</p>
<p>เรื่องนี้ผมเคยเทียบเคียงให้นักเรียนกาแฟในชั้นเรียนฟังบ่อยๆ ว่าบางทีรู้สึกเหมือนคุยกันเรื่องผี <strong>ตกลงผีมีจริงหรือไม่</strong> ถ้ามีหน้าตามันเป็นอย่างไร ผีของผมกับผีของคุณหน้าตามันเหมือนกันมั๊ย คุยกันเรื่องนี้ไม่เห็นจะได้ข้อสรุปซักครั้งแต่ก็สนุกทุกครั้ง</p>
<p>ต่อเมื่อถูกคาดคั้นเอามากๆ ในฐานะที่มายืนสอนเขา ผมจึงต้องเอาตัวรอดด้วยการอ้างอิงจากบุคคลที่น่าเชื่อถือ ในชั้นเรียนกาแฟหากพูดถึงตำรับกาแฟที่เป็นสากล ผมมักจะอ้างอิงข้อเขียนของนักเขียนชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงคือ <strong>Mr.Kenneth Davids</strong> นักชิมกาแฟระดับกูรู ผู้เขียนหนังสือชื่อ Coffee: A Guide to Buying, Brewing, and Enjoying โดยเมื่อกล่าวถึงเมนูกาแฟที่ชื่อ <strong>Iced Espresso</strong> ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับภาษาไทยว่าเอสเปรสโซเย็นที่สุดแล้ว เคน เดวิดบอกว่าเมนูนี้เท่าที่เขาทำการสืบเสาะและวิจัยมา(ด้วยวิธีใดนั้นสุดจะคาดเดา) ทำด้วยการสกัดเอสเปรสโซ 2 ช็อต ใส่น้ำตาลซักหน่อยเอาไปแช่เย็น เวลาเสิร์ฟให้ราดลงบนน้ำแข็งบดในแก้วแฟนซี แล้วท้อปปิ้งด้วยวิปครีมเล็กน้อย ถ้าเชื่อผม เชื่อเคน เดวิด เรื่องเอสเปรสโซเย็นก็ได้ข้อยุติแบบนี้ เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลตามสมควรไม่ขัดแย้งกับแบบแผนในรายการเครื่องดื่มร้อนใดๆ</p>
<p>แต่มันไม่จบง่ายๆ หรอกครับ สำหรับคนที่เดินทางมาทั่วโลก (คือเขาคิดว่าเขาไปมาทั่วแล้วแต่ก็ไม่รู้ไปที่ไหนมาบ้าง) แล้วไม่เคยพบว่าคาเฟ่ที่ไหนขาย Iced Espresso เลย ก็จะบอกว่าผม หรือเคน เดวิดนี่มั่วแล้ว Iced Espresso มันไม่มีหรอกบนโลกใบนี้ อันนี้ก็เป็นไปได้ครับ เพราะพี่เค้าไม่เคยเจอเลย จะให้เขาเชื่อว่ามีได้อย่างไร (แต่คนที่ไม่เคยเจอผี ยังเชื่อว่าผีมีจริงมีอยู่ไม่น้อย) และถ้าว่าไม่มีผมก็ว่าไม่น่าแปลกเพราะฟังจากที่เคน เดวิดพูด มันน่าจะยุ่งยากในการทำ และอาจจะไม่มีใครดื่ม ก็เลยไม่ค่อยมีใครขาย ไม่เจอถือว่าไม่แปลก</p>
<p><strong>เอ้า ! ไม่มีก็ไม่มี</strong></p>
<p>คราวนี้แฟนๆ กาแฟที่ติดสั่งเอสเปรสโซเย็นดื่มตลอดสิบกว่าปีนี้มาถึงร้านเรา แล้วจะทำยังไง ?</p>
<p>ที่ซีททูคัพเราไม่ยากครับ ถ้าพนักงานชงไม่แน่ใจอาจจะถามไถ่ให้พอรู้ว่าท่านต้องการอะไรแน่ แต่เกือบร้อยทั้งร้อยกับอีกสองคน เมื่อสั่ง “เอสเปรสโซเย็น” เราก็ทำกาแฟเย็นสูตรที่มีส่วนผสมของนมข้นซึ่งเราเรียกของเราเองว่า <strong>“กาแฟเย็น”</strong> ให้ไป ไม่เคยมีปัญหาครับ</p>
<p>เราไม่ได้ขึ้นป้ายเมนูว่า “เอสเปรสโซเย็น” แต่ถ้าเข้าใจแล้วว่าลูกค้าต้องการอะไร ก็เปล่าประโยชน์ที่จะยกให้มันกลายเป็นข้อถกเถียงซึ่งอาจทำให้ใครเสียหน้าหรือเสียใจ เราตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ นั่นถือเป็นความสำเร็จแล้ว</p>
<p>ความเห็นส่วนตัวของผมคือประเพณีกาแฟที่ค่อนข้างเคร่งครัดน่าจะเป็นรายการเครื่องดื่มร้อน ด้วยเหตุที่วัฒนธรรมกาแฟสมัยใหม่ที่เราเห็นทุกวันนี้งอกงามมาจากชาติตะวันตกซึ่งนิยมดื่มกาแฟร้อนมากกว่า ในขณะที่ประเพณีรายการเครื่องดื่มเย็นนั้นเราเทียบเคียงมาจากเครื่องดื่มร้อนอีกทีหนึ่ง เช่นถ้าลาเต้ร้อนหมายถึงเอสเปรสโซกับนมสดเยอะๆ ลาเต้เย็นก็หมายถึงเอสเปรสโซกับนมสดเยอะๆ เช่นกัน ใครหยอดนมข้นเข้าไปเราถือว่าผิดประเพณี แต่หากจะทำหรือดัดแปลงอย่างไรก็ไม่ถึงกับผิดขั้นฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย หรือทำให้วัฒนธรรมกาแฟโลกต้องล่มสลายอย่างไร ดังจะเห็นว่าเชนกาแฟที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกยังมีการผสมโน่นนี่เข้าไป เสกสรรค์เติมแต่งชื่อให้พิศดารจนเกือบลืมไปว่านั่นเป็นชื่อเครื่องดื่ม กลับกลายเป็นการเพิ่มอัตราการบริโภคกาแฟของชาวโลกให้สูงอย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>ความคิดที่แว่บเข้ามาในหัวผมคือ ครั้งหนึ่งเราก็ไม่เคยมีคำว่า<strong> “คาปูชิโน่”</strong> หรือ <strong>“กาแฟลาเต้”</strong> ในโลกใบนี้มาก่อนเหมือนกัน</p>
<p>ถ้าเราจะบัญญัติคำว่า “เอสเปรสโซเย็น” เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า <strong>“espresso yen”</strong> ซึ่งหมายถึงเอาเอสเปรสโซมาผสมกับนมข้นแล้วราดบนน้ำแข็ง พบที่ประเทศไทยเป็นที่แรก อย่างนี้จะผิดอะไรมากมั๊ย</p>
<p>ครั้งหนึ่งคำว่า จ๊าบ แหล่ม แจ่มแมว ศัพท์มันๆ ที่วัยรุ่นชอบใช้มันไม่มีในพจนานุกรมหรอกครับ คำพวกนี้ถือเป็นคำเถื่อน จนกระทั่งคำไหนที่ราชบัณฑิตยสถานยอมรับนั่นแหละจึงจะกลายสภาพเป็นคำไทยคำหนึ่งอย่างถูกต้อง เรื่องของกาแฟก็คล้ายกัน ผิดแต่ว่าประเทศ<strong>เรามันยังไม่มีสถาบันกาแฟไหนที่จะมาคอยรับรองสิ่งต่างๆ ให้เป็นที่ยอมรับร่วมกัน</strong></p>
<p>โอเค ถ้าท่านเป็น purist หรือค่อนข้างอนุรักษ์นิยม หากไม่สบายใจที่ต้องทำอะไรแบบนั้นก็ไม่ต้องทำ แต่ก็อย่าถึงกับหงุดหงิดเมื่อเห็นคนอื่นทำ หรือถึงกับต้องไปทำร้ายความรู้สึกใคร เพราะมันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร มันมีที่มาที่ไป ที่พอจะเข้าใจได้</p>
<p>เรื่องกาแฟเป็นเรื่อง ไลฟ์สไตล์ ซึ่งมันมีหลายสไตล์ แต่ละสไตล์จะสนองกับตัวตนของคนๆ นั้น มันจะไม่เหมือนกันไปทั้งหมด ขอแค่เราทำความเข้าใจและให้เกียรติซึ่งกันและกัน อย่างนี้เราจะอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุขครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2012/04/espressoyen/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>13</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เครื่องดื่มเอสเปรสโซ</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2011/12/espresso-drinks/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2011/12/espresso-drinks/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Dec 2011 16:12:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ร้านกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเปรสโซ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=1333</guid>
		<description><![CDATA[ผมมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเอสเปรสโซจนเกือบลืมไปแล้วว่ากว่าจะถึงวันนี้ (คือวันที่พบว่าตัวเองชอบที่จะดื่มแต่เอสเปรสโซ) แต่ก่อนก็เคยเป็นคนดื่มกาแฟกึ่งสำเร็จรูป จนเปลี่ยนมาเป็นกาแฟลาเต้และคาปูชิโน่ตามลำดับ ย้อนกลับไปวันเก่าๆ ถามว่าทำไมเราถึงเลือกดื่มแบบนั้น อธิบายง่ายๆ ได้ว่าเอสเปรสโซมันน้อยไป และขมมาก กาแฟดำร้อนน้ำเยอะๆ อย่างอเมริกาโน่ก็ยังขม จนได้ดื่มกาแฟเยอะขึ้น ได้เจอกาแฟที่ดีๆ บ้าง พยายามทำกาแฟให้ได้ดีบ้าง ใช้เวลาอยู่นานโขกว่าจะพบว่าเอสเปรสโซจริงๆ แล้วมันมหัศจรรย์ขนาดไหน ดังนั้นเมื่อเกิดความมุ่งมั่นในใจว่าจะรณรงค์ให้คนมาดื่มเอสเปรสโซกัน ทางหนึ่งคือพยายามสร้างความเข้าใจในเครื่องดื่ม วิธีการดื่ม หรือประเพณีต่างๆ ให้กับผู้บริโภคทั่วไปให้มากที่สุด ผมเชื่อว่าความรู้ความเข้าใจนี้จะทำให้แต่ละท่านค้นพบตัวเองได้ง่ายขึ้น ว่าเครื่องดื่มแบบไหนที่เราชอบหรือเหมาะกับตัวเองที่สุด เมื่อความรู้แบบนี้กระจายไปในวงกว้างในที่สุดจำนวนผู้ดื่มเอสเปรสโซก็จะมากมายขึ้นเอง อินโฟกราฟฟิกชิ้นหนึ่งที่มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวางและช่วยอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจเครื่องดื่มเอสเปรสโซแบบง่ายๆ ออกแบบโดยโลเกช ดาห์การ์ อธิบายโดยใช้รูปกาแฟ 9 ถ้วย ดังนี้ ควรทำความเข้าใจกับคำว่า &#8220;เครื่องดื่มเอสเปรสโซ&#8221; เสียก่อนว่าหมายถึงอะไร เอาแบบสั้นๆ คำว่า&#8221;เอสเปรสโซ&#8221; ถือเป็นวิธีการสกัดกาแฟวิธีหนึ่งโดยเราใช้น้ำที่มีความดันสูงมากไหลผ่านกาแฟ กาแฟที่ได้ออกมามีรสเข้มข้นมาก มีครีมลอยอยู่ข้างบน(เรียกว่าครีมา) วิธีการที่ใช้ความดันน้ำสูงแบบนี้เราเรียกว่าเป็นวิธี &#8220;เอสเปรสโซ&#8221; กาแฟที่สกัดออกมาได้เราก็ยังเรียกมันว่า &#8220;เอสเปรสโซ&#8221; เช่นกัน เอสเปรสโซนี้เองหากเรานำไปผสมกับส่วนผสมอื่นๆ จะทำให้ได้เครื่องดื่มที่หลากหลายตามมา เราเรียกเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเอสเปรสโซว่า &#8220;เครื่องดื่มเอสเปรสโซ&#8221; อินโฟกราฟฟิกของ ดาร์กาห์ เป็นแค่ตัวอย่างที่ทำให้เราเข้าใจชื่อเครื่องดื่มที่มีหลากหลายบนกระดานในคาเฟ่ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น กาแฟเอสเปรสโซถ้าเสิร์ฟแบบไม่เติมอะไรเลยเราเรียกเมนูนี้ว่า &#8220;เอสเปรสโซ&#8221; (ก็คือที่ผมบอกว่าเดี๋ยวนี้ผมดื่มเป็นประจำนั่นแหละ) แต่ถ้าหยอดโฟมนมเข้าไปด้านบนซักหน่อยเราจะเรียกว่า &#8220;เอสเปรสโซมัคคีอาโต้&#8221; ที่มาของชื่อนั้นได้มาจากภาษาอิตาเลี่ยนต้นฉบับของเมนูนี้ที่คำว่ามัคคีอาโต้แปลว่าแต้มไว้หรือทำเครื่องหมายไว้(ในที่นี้คือเอาเอสเปรสโซมาแล้วแต้มด้วยโฟมนม) สำหรับคนที่ชอบกาแฟเข้มข้นแต่ต้องการโฟมนมเล็กน้อยเพื่อสัมผัสที่นุ่มนวลในลิ้นหรือลดความขื่นขมของกาแฟลงไปบ้าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเอสเปรสโซจนเกือบลืมไปแล้วว่ากว่าจะถึงวันนี้ (คือวันที่พบว่าตัวเองชอบที่จะดื่มแต่เอสเปรสโซ) แต่ก่อนก็เคยเป็นคนดื่มกาแฟกึ่งสำเร็จรูป จนเปลี่ยนมาเป็นกาแฟลาเต้และคาปูชิโน่ตามลำดับ ย้อนกลับไปวันเก่าๆ ถามว่าทำไมเราถึงเลือกดื่มแบบนั้น อธิบายง่ายๆ ได้ว่าเอสเปรสโซมันน้อยไป และขมมาก กาแฟดำร้อนน้ำเยอะๆ อย่างอเมริกาโน่ก็ยังขม จนได้ดื่มกาแฟเยอะขึ้น ได้เจอกาแฟที่ดีๆ บ้าง พยายามทำกาแฟให้ได้ดีบ้าง ใช้เวลาอยู่นานโขกว่าจะพบว่าเอสเปรสโซจริงๆ แล้วมันมหัศจรรย์ขนาดไหน</p>
<p><span id="more-1333"></span>ดังนั้นเมื่อเกิดความมุ่งมั่นในใจว่าจะรณรงค์ให้คนมาดื่มเอสเปรสโซกัน ทางหนึ่งคือพยายามสร้างความเข้าใจในเครื่องดื่ม วิธีการดื่ม หรือประเพณีต่างๆ ให้กับผู้บริโภคทั่วไปให้มากที่สุด ผมเชื่อว่าความรู้ความเข้าใจนี้จะทำให้แต่ละท่านค้นพบตัวเองได้ง่ายขึ้น ว่าเครื่องดื่มแบบไหนที่เราชอบหรือเหมาะกับตัวเองที่สุด เมื่อความรู้แบบนี้กระจายไปในวงกว้างในที่สุดจำนวนผู้ดื่มเอสเปรสโซก็จะมากมายขึ้นเอง</p>
<p>อินโฟกราฟฟิกชิ้นหนึ่งที่มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวางและช่วยอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจเครื่องดื่มเอสเปรสโซแบบง่ายๆ ออกแบบโดย<strong>โลเกช ดาห์การ์</strong> อธิบายโดยใช้รูปกาแฟ 9 ถ้วย ดังนี้</p>
<p><a href="http://www.lokeshdhakar.com/images/2007/coffee/9_cups_of_coffee_diagram.pdf"><img class="alignnone" src="http://www.seat2cup.com/images/sprodrinks.jpg" alt="" width="438" height="420" /></a></p>
<p>ควรทำความเข้าใจกับคำว่า<strong> &#8220;เครื่องดื่มเอสเปรสโซ&#8221;</strong> เสียก่อนว่าหมายถึงอะไร</p>
<p>เอาแบบสั้นๆ คำว่า&#8221;เอสเปรสโซ&#8221; ถือเป็น<strong>วิธีการสกัดกาแฟวิธีหนึ่ง</strong>โดยเราใช้น้ำที่มีความดันสูงมากไหลผ่านกาแฟ กาแฟที่ได้ออกมามีรสเข้มข้นมาก มีครีมลอยอยู่ข้างบน(เรียกว่าครีมา) วิธีการที่ใช้ความดันน้ำสูงแบบนี้เราเรียกว่าเป็นวิธี<strong> &#8220;เอสเปรสโซ&#8221;</strong> กาแฟที่สกัดออกมาได้เราก็ยังเรียกมันว่า <strong>&#8220;เอสเปรสโซ&#8221;</strong> เช่นกัน เอสเปรสโซนี้เองหากเรานำไปผสมกับส่วนผสมอื่นๆ จะทำให้ได้เครื่องดื่มที่หลากหลายตามมา เราเรียกเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเอสเปรสโซว่า &#8220;เครื่องดื่มเอสเปรสโซ&#8221;</p>
<p>อินโฟกราฟฟิกของ ดาร์กาห์ เป็นแค่ตัวอย่างที่ทำให้เราเข้าใจชื่อเครื่องดื่มที่มีหลากหลายบนกระดานในคาเฟ่ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น กาแฟเอสเปรสโซถ้าเสิร์ฟแบบไม่เติมอะไรเลยเราเรียกเมนูนี้ว่า <strong>&#8220;เอสเปรสโซ&#8221; </strong>(ก็คือที่ผมบอกว่าเดี๋ยวนี้ผมดื่มเป็นประจำนั่นแหละ) แต่ถ้าหยอดโฟมนมเข้าไปด้านบนซักหน่อยเราจะเรียกว่า &#8220;เอสเปรสโซมัคคีอาโต้&#8221; ที่มาของชื่อนั้นได้มาจากภาษาอิตาเลี่ยนต้นฉบับของเมนูนี้ที่คำว่ามัคคีอาโต้แปลว่าแต้มไว้หรือทำเครื่องหมายไว้(ในที่นี้คือเอาเอสเปรสโซมาแล้วแต้มด้วยโฟมนม) สำหรับคนที่ชอบกาแฟเข้มข้นแต่ต้องการโฟมนมเล็กน้อยเพื่อสัมผัสที่นุ่มนวลในลิ้นหรือลดความขื่นขมของกาแฟลงไปบ้าง</p>
<p>เมนูอื่นๆ ก็จะมีส่วนผสมหรือสัดส่วนของส่วนผสมต่างๆ แตกต่างกันไป สังเกตว่าในไดอะแกรมนี้ไม่ได้บอกปริมาณของส่วนผสมไว้ว่าต้องเท่าไหร่แน่ แต่ใช้ภาพเพื่อแสดงสัดส่วนของส่วนผสมแค่พอสังเขป นักดื่มมือใหม่ควรเข้าใจว่า นี่คือความคิดรวบยอดหรือ concept ของเครื่องดื่มแต่ละชื่อซึ่งมีความเป็นสากลพอสมควร เหมือนกับในเรื่องอาหารที่เรารู้ว่าในแกงโน่นนี่ควรมีส่วนผสมสำคัญอะไรบ้าง หน้าตาและรสชาติควรออกมาอย่างไร โดยไม่สำคัญว่าต้องใส่อะไรลงไปเท่าไหร่เป๊ะ ถ้าเราเอาเอสเปรสโซมาผสมน้ำร้อนเข้าไปอย่างนี้เราเรียกว่ากาแฟอเมริกาโน่ โดยยังไม่สนใจว่าใส่น้ำเข้าไปเท่าไหร่ เอสเปรสโซกี่ออนซ์ หรือใช้ผงกาแฟกี่กรัม แต่หากเติมนมเข้าไปแทนน้ำ กาแฟถ้วยนี้จะไม่ใช่กาแฟอเมริกาโน่อีกต่อไป</p>
<p>ในความเป็นจริงร้านกาแฟแต่ละร้าน หรือวัฒนธรรมกาแฟในแต่ละประเทศอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างไปจากไดอะแกรมของดาห์การ์ เช่นขนาดของภาชนะ สัดส่วนของส่วนผสม หรือชื่อเรียกรวมถึงสูตรที่ใช้ในแต่ละเมนูว่าจะใส่อะไรเท่าไหร่ แนวทางที่ร้านกาแฟใช้โดยมากคำนึงถึงความคุ้นเคยและความเข้าใจของลูกค้าของตัวเองเป็นหลัก พูดง่ายๆ คือทำออกมาแล้วต้องขายได้เรื่องผิดถูกประเพณีนั้นเป็นเรื่องรอง อย่างไรก็ตามต้องนับว่างานของดาห์การ์ชิ้นนี้ช่วยอธิบายได้มากแล้วและมีความเป็นสากลเอาไว้ใช้อ้างอิงได้ตามสมควร อีกทั้งยังอนุญาตให้นำไปเผยแพร่ได้โดยไม่คิดมูลค่าใดๆ ถือเป็นคุณูปการอย่างมากต่ออุตสาหกรรมกาแฟ</p>
<p>ที่ผมอยากเห็นมากกว่านี้และรออยู่ว่าจะมีใครทำให้ คืออินโฟกราฟฟิคของเครื่องดื่มเอสเปรสโซที่เป็นรายการเครื่องดื่มเย็น ด้วยเหตุที่ในเมืองไทยเรานิยมกันมากกว่าและยังต้องทำความเข้าใจกันอีกพอสมควร ดีไซน์เน่อท่านใดอยากลองทำแต่ไม่แน่ใจเรื่องกาแฟผมยินดีให้คำแนะนำนะครับ</p>
<p>ท่านสามารถดาวน์โหลดอินโฟกราฟฟิคของ Dhakar ได้ที่ <a href="http://www.lokeshdhakar.com/images/2007/coffee/9_cups_of_coffee_diagram.pdf" target="_blank">Espresso Drinks</a></p>
<p>อ่านเงื่อนไขการใช้อินโฟกราฟฟิคชิ้นนี้ได้ที่ <a href="http://www.lokeshdhakar.com/2007/09/04/coffee-diagram-follow-up/" target="_blank">lokeshdakar.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2011/12/espresso-drinks/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทัวร์ร้านกาแฟในเชียงใหม่ 2011</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2011/11/chiangmai-coffee-tour/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2011/11/chiangmai-coffee-tour/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Nov 2011 04:00:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ร้านกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเปรสโซ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=1304</guid>
		<description><![CDATA[ไปเชียงใหม่คราวนี้ภาระกิจหลักคือทำคลาส Italian Espresso Tasting ซึ่งได้มีกำหนดการณ์ไว้นานแล้วก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์น้ำเยอะในภาคกลาง เราได้ผู้เข้าอบรมครบเต็มจำนวนที่วางไว้คือ 10 ท่าน โดยมีทั้งท่านที่เป็นเจ้าของคาเฟ่และผู้รักการดื่มกาแฟคละกันไป การอบรมเป็นไปอย่างเรียบร้อยครับ โดยมีคุณแน่ iMPRESSO เป็นผู้ควบคุมกาแฟที่ชงออกมาทั้งหมดเกือบ 200 ถ้วย เราได้ฝึกชิมกันราว 10 แบบฝึกหัด โดยผมเลือกทำแบบง่ายๆ ให้ผู้เข้าอบรมค่อยๆ เรียนรู้ จนกระทั่งแบบฝึกหัดท้ายๆ จะเป็นเอสเปรสโซระดับไฮเอนด์ และกาแฟ guest จากโรงคั่วที่มีชื่อเสียง ครั้งนี้เราได้กาแฟ Kenya Maywal ซึ่งเป็น single origin จากโรงคั่ว Intelligentsia มาทำเป็นเอสเปรสโซให้ได้ชิมและลองฝึกให้คะแนนกัน ต้องขอบคุณคุณต๋องศิษย์เก่าคลาสนี้ของเราที่เอื้อเฟื้อกาแฟตัวนี้มาให้ รวมถึงขอบคุณอาสาสมัครทุกคนที่มาช่วยชงช่วยเสิร์ฟช่วยล้างทำให้การดำเนินงานเสร็จสิ้นด้วยความเรียบร้อย และที่ลืมไม่ได้คือขอขอบคุณ Cafe Cofesta นิมมานฯ ซอย 1 สำหรับสถานที่จัดอบรม ซึ่งถือว่าเหมาะมากเพราะเป็นห้องปรับอากาศทำให้การทดสอบและเรียนรู้เรื่องกลิ่นต่างๆ ง่ายขึ้นมาก ด้วยความที่ส่วนตัวไม่ค่อยได้ไปเชียงใหม่บ่อยนัก เมื่อเสร็จงาน tasting คราวนี้ เลยถือโอกาสเยี่ยมเยือนร้านกาแฟของเพื่อนๆ และร้านเกิดใหม่ตามลายแทงที่ได้รับคำแนะนำมาครับ เลยเอามาเล่าสั้นๆ เผื่อท่านที่สนใจและมีโอกาสไปเชียงใหม่จะได้มีร้านกาแฟไว้ในลิสต์บ้าง ออกตัวว่าผมมุ่งความสนใจไปที่เอสเปรสโซเป็นหลักและเน้นเยี่ยมพรรคพวกที่คุ้นเคยกันอยู่บ้าง เรื่องบรรยากาศ การตกแต่ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไปเชียงใหม่คราวนี้ภาระกิจหลักคือทำคลาส <a href="http://www.seat2cup.com/blog/2011/10/espressotasting-tasting4/" target="_blank">Italian Espresso Tasting</a> ซึ่งได้มีกำหนดการณ์ไว้นานแล้วก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์น้ำเยอะในภาคกลาง เราได้ผู้เข้าอบรมครบเต็มจำนวนที่วางไว้คือ 10 ท่าน โดยมีทั้งท่านที่เป็นเจ้าของคาเฟ่และผู้รักการดื่มกาแฟคละกันไป</p>
<p><span id="more-1304"></span></p>
<p><img class="alignleft" title="sprotasting" src="http://www.seat2cup.com/images/sprotasting41.jpg" alt="" width="340" height="255" />การอบรมเป็นไปอย่างเรียบร้อยครับ โดยมีคุณแน่ iMPRESSO เป็นผู้ควบคุมกาแฟที่ชงออกมาทั้งหมดเกือบ 200 ถ้วย เราได้ฝึกชิมกันราว 10 แบบฝึกหัด โดยผมเลือกทำแบบง่ายๆ ให้ผู้เข้าอบรมค่อยๆ เรียนรู้ จนกระทั่งแบบฝึกหัดท้ายๆ จะเป็นเอสเปรสโซระดับไฮเอนด์ และกาแฟ guest จากโรงคั่วที่มีชื่อเสียง ครั้งนี้เราได้กาแฟ Kenya Maywal ซึ่งเป็น single origin จากโรงคั่ว Intelligentsia มาทำเป็นเอสเปรสโซให้ได้ชิมและลองฝึกให้คะแนนกัน ต้องขอบคุณคุณต๋องศิษย์เก่าคลาสนี้ของเราที่เอื้อเฟื้อกาแฟตัวนี้มาให้ รวมถึงขอบคุณอาสาสมัครทุกคนที่มาช่วยชงช่วยเสิร์ฟช่วยล้างทำให้การดำเนินงานเสร็จสิ้นด้วยความเรียบร้อย และที่ลืมไม่ได้คือขอขอบคุณ Cafe Cofesta นิมมานฯ ซอย 1 สำหรับสถานที่จัดอบรม ซึ่งถือว่าเหมาะมากเพราะเป็นห้องปรับอากาศทำให้การทดสอบและเรียนรู้เรื่องกลิ่นต่างๆ ง่ายขึ้นมาก</p>
<p>ด้วยความที่ส่วนตัวไม่ค่อยได้ไปเชียงใหม่บ่อยนัก เมื่อเสร็จงาน tasting คราวนี้ เลยถือโอกาสเยี่ยมเยือนร้านกาแฟของเพื่อนๆ และร้านเกิดใหม่ตามลายแทงที่ได้รับคำแนะนำมาครับ เลยเอามาเล่าสั้นๆ เผื่อท่านที่สนใจและมีโอกาสไปเชียงใหม่จะได้มีร้านกาแฟไว้ในลิสต์บ้าง</p>
<p>ออกตัวว่าผมมุ่งความสนใจไปที่เอสเปรสโซเป็นหลักและเน้นเยี่ยมพรรคพวกที่คุ้นเคยกันอยู่บ้าง เรื่องบรรยากาศ การตกแต่ง การบริการ ชื่อเสียงหรืออื่นๆ นั้นไม่ได้สนใจ และด้วยเวลาที่จำกัดจึงไม่สามารถไปได้ครบทุกร้านเพราะร้านกาแฟในเชียงใหม่นั้นมากมายล้นหลามเหลือเกิน นั่นหมายความว่ายังคงมีอีกหลายต่อหลายร้านที่น่าสนใจรอให้ท่านช่วยแนะนำกันมา</p>
<p><img class="alignleft" title="impresso" src="http://www.seat2cup.com/images/sprotasting43.jpg" alt="" width="306" height="230" /></p>
<p>เริ่มจากเพื่อนเก่าของเราคือ<strong>คาเฟ่ iMPRESSO</strong> ร้านเล็กๆ อยู่กลางนิมมานฯ ซอย 11 ที่ไปครั้งนี้รู้สึกว่าเต็มขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย เค้กอร่อยๆ เต็มตู้จาก Baking Mania ที่เปิดสอนทำเค้กอยู่ชั้นบนด้วย ถ้าไปช่วงค่ำยังมีข้าวแกงกะหรี่ทำมือจากเชฟเอ๋ในนาม Papa curry พอได้ฝากท้องกันได้ แกงอร่อยเข้มข้นแน่นอนแต่สั่งแล้วให้ใจเย็นๆ รอสักหน่อยเพราะเชฟทำเองคนเดียวพวก topping ก็ทำใหม่ๆ และขอร้องว่าถ้ารับประทานแล้วชอบก็อย่าเอาไปเทียบอะไรกับแกงกะหรี่จากเชนชื่อดังเพราะนั่นเขาใช้เครื่องจักรทำทั้งนั้น มันบาดใจราวกับไปชมกาแฟจากร้านเพื่อนกันว่าอร่อยเหมือนสตาร์บัคส์</p>
<p><img class="alignleft" title="P&amp;F Espresso" src="http://www.seat2cup.com/images/sprotasting42.jpg" alt="" width="226" height="170" />ส่วนเอสเปรสโซของ iMPRESSO ยังคงใช้กาแฟ P&amp;F Espresso Blend เช่นเดิม ดื่ม single shot ใส่น้ำตาลทราย 1 ช้อนอร่อยคุ้นเคยดี จุดเด่นคือ กาแฟค่อนข้างหนักอยู่แล้ว และที่ iMPRESSO ช่วงนี้ชงโดยใช้กาแฟเยอะยิ่งทำให้กาแฟข้นมากออก syrupy ถ้าไม่รีบกระดกจนเกินไปจะได้ spice และใบยาสูบค่อนข้างชัด หลายคนจำกาแฟตัวนี้ได้ตรงที่มันเต็มปากเต็มคำ และมีความลึกดีให้อาฟเตอร์เทสยาวมากๆ เรียกว่านัดใครไว้มาถึงให้ดื่มเอสเปรสโซก่อนแล้วค่อยคุยกัน ตอนคุยกันไปมันเหมือนมีกาแฟอยู่ในปากตลอดเวลา</p>
<p><img class="alignleft" title="chunnueng" src="http://www.seat2cup.com/images/sprotasting44.jpg" alt="" width="306" height="230" />ร้านที่สองที่ตั้งใจไปเยี่ยมคือ <strong>ร้านกาแฟชั้น ๑</strong> ตรงกลางซอย 1 นิมมานฯ ที่นี่เปิดมาครบปีพอดีแต่ผมเพิ่งมีโอกาสได้มาครับ ร้านเป็นตึกแถวห้องเดียวแต่งแบบฮิพๆ ชั้นบนมีที่พักที่นอนให้ด้วย เจ้าของร้านคือน้องเตเป็นคนกาแฟรุ่นใหม่ไฟแรงและดูมีความสุขกับกาแฟมาก ที่นี่ปกติใช้กาแฟของบางกอกเอสเปรสโซแล็ปโรงคั่วสุดฮิพเช่นกันจากกรุงเทพฯ แต่วันที่ผมไปบังเอิญมีกาแฟจาก Handsome โรงคั่วเกิดใหม่จาก L.A. โดย Mike Phillips แชมป์โลกบาริสต้าคนเดียวของอเมริกาในขณะนี้ ตัวที่ได้ลองนั้นเป็นกาแฟฮอนดูรัสชงเป็นเอสเปรสโซแบบ double shot ตามสไตล์ที่น้องเตอยากนำเสนอ ด้วยเครื่องคันโยกบอสโกและตะแกรงที่จุกาแฟมากเป็นพิเศษและอาจมีการออกแบบอะไรพิเศษอีกที่ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่เอสเปรสโซที่ได้ถือว่าน่าสนใจมาก กาแฟคั่วอ่อนมาก(จนไม่น่าจะเอามาทำเอสเปรสโซ) แต่ก็ยังให้บุคลิกของกาแฟได้ชัดเจนและไม่บาดปากจนเกินไป ใครไปดื่มกาแฟที่นี่น่าจะได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆ และการจัดเตรียมเครื่องดื่มที่พิถีพิถัน ขอร้องแค่ว่าให้ใจเย็นๆ อดทนรอสักหน่อย แล้วทุกอย่างจะดีเอง</p>
<p>ร้านที่ 3 ของทริปนี้คือ<strong>โรงคั่วกาแฟมดแดงไฟ</strong> อยู่ริมแม่น้ำปิงตรงถนนวังสิงห์คำ ดำเนินการโดยคุณมดเพื่อนเก่าของเรา ใครที่ไม่รู้จักคุณมดผมถือว่ายังไม่ใช่คนในวงการกาแฟ เพราะคุณมดเป็นคนกว้างขวางมีเพื่อนพี่น้องที่รักนับถือเยอะอาจด้วยบุคลิกส่วนตัวที่เป็นคนเฮฮาบวกกับที่คลุกคลีกับธุรกิจกาแฟมานานเพราะที่บ้านทำกาแฟมาหลายสิบปีแล้ว ส่วนตัวผมจำได้ว่าตอนที่ทำกาแฟใหม่ๆ เมื่อหลายปีก่อนยังเคยรับกาแฟคั่วจากบ้านคุณมดมาขาย จนถึงวันนี้คุณมดคั่วกาแฟเองและมีหน้าร้านเล็กๆ ติดถนนวังสิงห์คำมีลูกค้ากาแฟคั่วของตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมแวะไปโดยไม่นัดแต่โชคดีที่ได้พบกัน เอสเปรสโซปกติที่นี่เขาใช้กาแฟอะไรผมยังไม่ทันได้ถาม พอพบหน้ากันคุณมดก็ชงกาแฟส่งมาให้ไม่หยุด ที่ชอบมากคือตัวที่กำลังโปรโมทอยู่ได้แก่กาแฟจากดอยผ้าห่มปก ที่คุณมดคุยว่าแปลงปลูกอยู่สูงมาก และชาวสวนก็ตั้งใจทำกันดีมาก เอสเปรสโซที่ได้ชิมจึงดีมากอย่างไม่ต้องสงสัย มันมีกลิ่นที่เข้มข้น มีโทนของพวกเบอรี่ เชอรี่ อยู่ในนั้น กาแฟสะอาดสดใสดีมาก เสียดายว่าผลผลิตยังไม่เยอะเท่าไหร่มิฉะนั้นจะขอแบ่งมาคั่วให้แฟนๆ ของซีททูคัพได้ชิมกันบ้าง ถือเป็นสวนกาแฟเล็กๆ ที่น่าจับตามองครับ</p>
<p>ไปโรงคั่วมดแดงไฟคราวนี้ยังได้รบกวนคุณมดขอเข้าไปชมโรงคั่วด้วย ทราบว่าเพิ่งติดตั้งเครื่องคั่วตัวใหม่หมาดๆ ได้ชมระบบกำจัดควันต้นแบบที่ฝรั่งยังไม่มีใช้ ใครที่สนใจกาแฟอยากเห็นโรงคั่วแบบกันเองกลางเมืองเชียงใหม่แนะนำว่าให้มาเยี่ยมหาคุณมดที่นี่ก่อนครับ</p>
<p><img class="alignleft" title="mingmitr" src="http://www.seat2cup.com/images/sprotasting45.jpg" alt="" width="250" height="187" />ร้านต่อมาคือลูกค้าของเราเอง นั่นคือ<strong>ร้านกาแฟมิ่งมิตร</strong> ดำเนินการโดยคุณโชคเพื่อนเก่าของเราเช่นกัน มิ่งมิตรเกิดขึ้นแห่งแรกที่หมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์ ต่อมาจึงเพิ่มสาขาที่ริมปิงซุปเปอร์มาเก็ตสาขานวรัตน์ และล่าสุดสาขาถนนศิริมังคลาจารย์ ครั้งนี้ผมได้ไปเยี่ยมที่เชียงใหม่แลนด์ และแวะก่อนกลับกรุงเทพฯ ที่สาขาถนนศิริมังคลาจารย์ เอสเปรสโซที่นี่ใช้กาแฟ S2C Espresso ที่เราคุ้นเคยดีอยู่แล้ว แต่เมื่อชิมที่มิ่งมิตรพบว่ารสชาติแตกต่างกันไปบ้างหรือแม้แต่มิ่งมิตรด้วยกันเองแต่ละสาขายังมีรสชาติต่างกันเล็กๆ น้อยๆ ทั้งนี้อาจเป็นเรื่องการ set up ต่างๆ จนถึงเรื่องการชง และอากาศในร้าน เมื่อชิมกาแฟจากทั้งสองสาขาแล้วผมชอบเอสเปรสโซที่สาขาศิริมังคลาจารย์มากกว่า ได้รสชาติและกลิ่นชัดเจนดีมากโดยเฉพาะเมื่อดื่มในห้องปรับอากาศ พนักงานชงกาแฟออกมาง่ายๆ ดูไม่เครียด ราคากาแฟและขนมต่างๆ ไม่แพง บรรยากาศนั่งสบายเป็นมิตรสมชื่อ ใครที่คิดถึง S2C Espresso ในเชียงใหม่แนะนำให้มาดื่มที่สาขานี้ครับ</p>
<p>ร้านที่ห้าที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมคือ <strong>ร้านกาแฟพาคามาร่า</strong> ที่อำนวยการโดยเพื่อนเก่าของเราเช่นกันคือคุณชาตรีผู้เชี่ยวชาญเรื่องกาแฟระดับแนวหน้าอีกคนหนึ่งของวงการกาแฟไทย พาคามาร่าเปิดมาได้สักพักใหญ่แล้วแต่ผมเพิ่งมีโอกาสมาเป็นครั้งแรก จุดเด่นของร้านคือการตกแต่งที่น่าสนใจและกาแฟที่หลากหลายด้วยความที่เป็นโรงคั่วสมัยใหม่เล่นกับกาแฟนำเข้ามากมาย เอสเปรสโซที่นี่ย่อมไม่ธรรมดา ผมได้ชิมเอสเปรสโซจากเบลนด์ชื่อ Roadster ซึ่งบาริสต้าแจงว่าเป็นกาแฟไฮเอนด์ที่มีไว้ให้คอเอสเปรสโซโดยเฉพาะ บวกกับฝีมือบาริสต้าประสบการณ์สูงและเครื่องชงระดับราคาหลายแสนบาท เอสเปรสโซที่ได้ก็ประทับใจจริงๆ ครับ ไม่เปรี้ยวไม่ฉูดฉาดอย่างที่คิด กลับหนักและสมดุลย์ mouth feel เป็น buttery กลิ่นรสโทนถั่ว โทส ทอฟฟี่ มากกว่าผลไม้ ออกแนวอิตาเลี่ยนชั้นดี ดื่มง่ายไม่ต้องใส่น้ำตาล เสียดายบาริสต้าเสิร์ฟถ้วยร้อนไปนิดมิฉะนั้นทุกอย่างจะดูสมบูรณ์แบบไปหมด ร้านอยู่ถนนราชดำเนิน ที่เดี๋ยวนี้บางคนเรียกถนนคนเดิน เอสเปรสโซที่นี่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง</p>
<p>ต่อเนื่องจากพาคามาร่าคือ<strong>ร้านกาแฟดิโอลด์เชียงใหม่คาเฟ่</strong> ของคุณตุ้มเพื่อนที่คุ้นเคยอีกคนเช่นกัน ร้านนี้ย้ายจากเดิมที่อยู่ตรงข้ามวัดอุปคุตใกล้ไนท์บาซ่า มาอยู่ถนนราชภาคีนัยซึ่งตัดกับถนนราชดำเนิน ไม่ไกลจากพาคามาร่ามากนัก ย่านนี้เป็นย่านเมืองเก่ามีนักท่องเที่ยวฝรั่งเดินดูวัดกันเยอะ สไตล์แต่งร้านของดิโอลด์เชียงใหม่ก็เข้าคอนเซ็ปตรงกับชื่อร้านได้บรรยากาศเก่าๆ ไม้ๆ แบบเชียงใหม่โบราณน่าจะถูกใจแขกฝรั่งต่างชาติ เอสเปรสโซที่นี่จากเดิมเคยเน้นกาแฟเชียงใหม่ล้วนๆ ราวกับให้เข้าธีมร้าน แต่มาครั้งนี้ทราบว่ามีการผสมกาแฟอื่นบ้างแล้วทำให้เป็นเอสเปรสโซที่ดื่มอร่อยขึ้นเยอะ เป็นอีกร้านในเชียงใหม่ที่ใช้กาแฟจากโรงคั่วบางกอกเอสเปรสโซแล็ป และตัวคุณตุ้มเจ้าของร้านก็มุ่งมั่นกับโลกของเอสเปรสโซมาก ทดลองโน่นนี่ตลอดเวลา กว่าหนึ่งปีที่ไม่ได้ดื่มกาแฟฝีมือคุณตุ้มจึงสังเกตว่าฝีมือพัฒนาขึ้นมากแล้ว และไม่แปลกใจที่ทราบว่าคุณตุ้มเป็นกำลังสำคัญในชมรมบาริสต้าและร้านกาแฟในเชียงใหม่ที่กำลังรวมกลุ่มกันทำงานอย่างเข้มแข็งในการช่วยกันสร้างเมืองเชียงใหม่ให้เป็นเมืองกาแฟให้ได้</p>
<p>ร้านสุดท่้ายที่ได้ไปเยี่ยมเยือนถือเป็นร้านที่เจ็ดในลิสต์นี้ คือ<strong>ร้านกาแฟริสเทร็ดโต้</strong> อยู่ติดถนนใกล้ปากซอยนิมมานฯ 3 ร้านนี้ผมไม่รู้จักเจ้าของร้าน ทราบแต่เพียงว่าเพิ่งเปิดมาไม่นานแต่บาริสต้าเป็นคนรุ่นหนุ่มไฟแรง มีประสบการณ์มาจากออสเตรเลียและซีเรียสกับกาแฟมาก เมนูกาแฟมีรายการให้เลือกเยอะไปหมด ทั้งกาแฟจากทั่วโลก และเอสเปรสโซเบลนด์ก็มีหลายเบลนด์ ผมขอให้เค้าทำเฮ้าส์เบลนด์มาให้ กาแฟเสิร์ฟมาในถ้วยแก้วใสขนาด 4 ออนซ์ แบ่งเป็นสองถ้วย สไตล์นี้ส่วนตัวถือว่าแปลกไม่เคยเจอมาก่อน แต่ผมก็กระดกดื่มทีละถ้วยติดกัน ถือว่าเป็นกาแฟคุณภาพสูง ลื่นคอหวานกลมกล่อมดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่น้ำตาล</p>
<p>จบแล้วครับ Chiangmai Espresso run ฉบับสั้นๆ ถ้าแอบให้คะแนนในใจสไตล์การให้คะแนนอย่างที่เราใช้กันในคลาส espresso tasting ผมเหมาเอาว่าเอสเปรสโซจากทุกร้านที่กล่าวมานี้ได้คะแนนสูงๆ กันทั้งนั้นและเฉลี่ยสูงกว่าเอสเปรสโซที่เคยหาดื่มได้ในเชียงใหม่เมื่อหลายปีก่อน นั่นหมายความว่ากาแฟในเชียงใหม่ดีขึ้นเรื่อยๆ จากความตั้งใจทำงานกันของทุกคนที่เกี่ยวข้อง คอกาแฟสามารถตระเวณค้นหาเอสเปรสโซอย่างที่ท่านชอบได้สนุกขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวอากาศที่เย็นลงของเมืองเชียงใหม่จะช่วยให้กาแฟหอมฟุ้งขึ้นกว่าเดิมอีก ต้องขออภัยที่ไม่สามารถบอกพิกัดของร้านต่างๆ ที่กล่าวไปได้ชัดเจนนักเพราะไม่ชำนาญเส้นทาง แต่ถ้าท่านหาร้านใดร้านหนึ่งได้ก่อนน่าจะสามารถนำพาไปสู่ร้านต่อๆ ไปได้ไม่ยาก ขอให้ทุกท่านสนุกกับการดื่มกาแฟนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2011/11/chiangmai-coffee-tour/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เริ่มต้นทำร้านกาแฟ</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2010/06/coffeehouse-startup/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2010/06/coffeehouse-startup/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2010 04:00:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ร้านกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ทำเลร้านกาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=936</guid>
		<description><![CDATA[การเริ่มต้นโครงการอะไรสักอย่างมักเริ่มจากความคิด คือคิดที่จะทำ ทำเพื่ออะไร และจะทำอย่างไร หากท่านมีความคิดดีทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวแล้ว หัวข้อนี้คงไม่ให้ประโยชน์อะไรเพราะผมเพียงจะบอกเล่ามุมมองเล็กๆ ส่วนตัวให้กับบางท่านที่ยังมีคำถามในใจ คือมีความคิดเพียงอยากจะทำร้านกาแฟ แต่ยังมืดมนหนทางว่าเริ่มต้นอย่างไรดี ซึ่งผมขอนับหนึ่งสองและสามให้ตามลำดับดังนี้ 1. ตัวเอง  หนึ่งในหลักของเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้รู้จักประมาณตน ภาษาธุรกิจสมัยใหม่ใช้คำว่า self assessment คือเข้าถึงตัวของท่านเองให้ได้ว่าที่แท้แล้วท่านเป็นคนอย่างไร มีรสนิยมอย่างไร ชอบกาแฟแบบไหน อยากพบปะพูดคุยกับผู้คนแบบไหน ต้องเข้าใจว่าโลกเราเต็มไปด้วยความหลากหลาย กาแฟก็มีหลายแบบหลายสไตล์ ท่านคงไม่ได้ชอบไปเสียทั้งหมด ผู้คนก็มีหลากหลายเช่นกัน มีน้อยคนเท่านั้นที่สามารถอยู่ร่วมหรือกลมกลืนไปได้กับผู้คนทุกรูปแบบ การเข้าถึงตัวเองยังรวมไปถึงการรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองทั้งหมด เช่นท่านสามารถทนทำงานอยู่ในร้านกาแฟทั้งวันได้หรือไม่ หรือท่านชอบการบริหารให้คนอื่นทำงานแทนได้ ท่านมีทุนรอนเท่าไหร่ หรือมีใครคอยสนับสนุนเรื่องการเงิน มีเพื่อนเยอะ หรือรู้จักใครในวงการใดบ้าง มีญาติพี่น้องเยอะสามารถดึงตัวมาช่วยได้หรือไม่ มีความรู้เรื่องกาแฟ รสชาติกาแฟที่ดีหรือมีความชำนาญส่วนตัวในเรื่องใดเป็นพิเศษ ทำรายการออกมาให้หมดครับ แล้วจัดความคิดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เรื่องนี้ไม่น่ายากเย็นอะไรเพราะมันคือตัวของท่านเอง เมื่อวิเคราะห์ตัวเองแล้วท่านเริ่มเห็นอะไรบ้าง เห็นหรือยังว่าคนแบบท่านนั้นถ้ามีร้านกาแฟสักร้าน หน้าตามันจะเป็นอย่างไร การทำร้านกาแฟนั้นไม่ใช่เพียงเอาโต๊ะเก้าอี้ยัดเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยม ตั้งเคาท์เตอร์วางเครื่องชงกาแฟ เปิดขายแล้วร่ำรวย โมเดลธุรกิจแบบนี้มันพื้นฐานเกินไป การวิเคราะห์ตัวเองทำให้เราอาจเห็นโมเดลธุรกิจที่ต่างออกไป เช่นบางคนเป็นคนชอบถ่ายภาพและมีความรู้เรื่องกล้องดี มีเพื่อนฝูงในแวดวงการถ่ายภาพเยอะ อาจทำร้านกาแฟที่แสดงงานภาพถ่ายจากเพื่อนๆ หมุนเวียนกันไป ร้านเป็นที่นัดพบหรือจัดกิจกรรมกันในกลุ่มคนรักการถ่ายภาพ หรือร้านกาแฟอาจเป็นที่จำหน่ายภาพถ่ายรวมถึงซื้อขายแลกเปลี่ยนกล้อง เอาล่ะถ้าท่านถ่ายภาพไม่เป็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การเริ่มต้นโครงการอะไรสักอย่างมักเริ่มจากความคิด คือคิดที่จะทำ ทำเพื่ออะไร และจะทำอย่างไร หากท่านมีความคิดดีทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวแล้ว หัวข้อนี้คงไม่ให้ประโยชน์อะไรเพราะผมเพียงจะบอกเล่ามุมมองเล็กๆ ส่วนตัวให้กับบางท่านที่ยังมีคำถามในใจ คือมีความคิดเพียงอยากจะทำร้านกาแฟ แต่ยังมืดมนหนทางว่าเริ่มต้นอย่างไรดี ซึ่งผมขอนับหนึ่งสองและสามให้ตามลำดับดังนี้</p>
<p><span id="more-936"></span><strong>1. ตัวเอง</strong> </p>
<p>หนึ่งในหลักของเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้รู้จักประมาณตน ภาษาธุรกิจสมัยใหม่ใช้คำว่า self assessment คือเข้าถึงตัวของท่านเองให้ได้ว่าที่แท้แล้วท่านเป็นคนอย่างไร มีรสนิยมอย่างไร ชอบกาแฟแบบไหน อยากพบปะพูดคุยกับผู้คนแบบไหน ต้องเข้าใจว่าโลกเราเต็มไปด้วยความหลากหลาย กาแฟก็มีหลายแบบหลายสไตล์ ท่านคงไม่ได้ชอบไปเสียทั้งหมด ผู้คนก็มีหลากหลายเช่นกัน มีน้อยคนเท่านั้นที่สามารถอยู่ร่วมหรือกลมกลืนไปได้กับผู้คนทุกรูปแบบ การเข้าถึงตัวเองยังรวมไปถึงการรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองทั้งหมด เช่นท่านสามารถทนทำงานอยู่ในร้านกาแฟทั้งวันได้หรือไม่ หรือท่านชอบการบริหารให้คนอื่นทำงานแทนได้ ท่านมีทุนรอนเท่าไหร่ หรือมีใครคอยสนับสนุนเรื่องการเงิน มีเพื่อนเยอะ หรือรู้จักใครในวงการใดบ้าง มีญาติพี่น้องเยอะสามารถดึงตัวมาช่วยได้หรือไม่ มีความรู้เรื่องกาแฟ รสชาติกาแฟที่ดีหรือมีความชำนาญส่วนตัวในเรื่องใดเป็นพิเศษ ทำรายการออกมาให้หมดครับ แล้วจัดความคิดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เรื่องนี้ไม่น่ายากเย็นอะไรเพราะมันคือตัวของท่านเอง เมื่อวิเคราะห์ตัวเองแล้วท่านเริ่มเห็นอะไรบ้าง เห็นหรือยังว่าคนแบบท่านนั้นถ้ามีร้านกาแฟสักร้าน หน้าตามันจะเป็นอย่างไร</p>
<p>การทำร้านกาแฟนั้นไม่ใช่เพียงเอาโต๊ะเก้าอี้ยัดเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยม ตั้งเคาท์เตอร์วางเครื่องชงกาแฟ เปิดขายแล้วร่ำรวย โมเดลธุรกิจแบบนี้มันพื้นฐานเกินไป การวิเคราะห์ตัวเองทำให้เราอาจเห็นโมเดลธุรกิจที่ต่างออกไป เช่นบางคนเป็นคนชอบถ่ายภาพและมีความรู้เรื่องกล้องดี มีเพื่อนฝูงในแวดวงการถ่ายภาพเยอะ อาจทำร้านกาแฟที่แสดงงานภาพถ่ายจากเพื่อนๆ หมุนเวียนกันไป ร้านเป็นที่นัดพบหรือจัดกิจกรรมกันในกลุ่มคนรักการถ่ายภาพ หรือร้านกาแฟอาจเป็นที่จำหน่ายภาพถ่ายรวมถึงซื้อขายแลกเปลี่ยนกล้อง</p>
<p>เอาล่ะถ้าท่านถ่ายภาพไม่เป็น และไม่รู้เรื่องกล้องแม้แต่นิด แต่มีเงินทุนที่ทางบ้านพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ และบังเอิญท่านอยู่ในจังหวัดเล็กๆ ที่ยังไม่มีร้านกาแฟเต็มรูปแบบสักร้าน ท่านมองว่านี่คือโอกาสจึงลงทุนซื้อตึกแถวขนาดสี่ห้องติดกันออกแบบทำร้านกาแฟที่ใหญ่และสวยงามที่สุดในเมือง กลายเป็นร้านกาแฟอันดับหนึ่งของเมืองนั้นนับตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน ยังไม่พอท่านยังมีคนเก่าแก่ของที่บ้านซึ่งมีญาติพี่น้องเยอะดึงมาช่วยงานได้และทำอาหารได้อร่อยด้วย จึงทำครัวและจำหน่ายอาหารไปด้วยเลยทำให้ร้านกาแฟสามารถบริการได้เต็มรูปแบบ รับรองแขกเมืองที่ผ่านไปมาได้สบาย</p>
<p>ผมแค่ยกตัวอย่างให้ดูเล่นๆ นะครับ รวมความว่าท่านมีอะไรที่เหนือหรือต่างจากคนอื่นให้ใช้สิ่งนั้นให้เป็นประโยชน์ มีเงินใช้เงิน มีฝีมือเรื่องอะไรก็ให้เอามาใช้  ส่วนที่เป็นจุดอ่อนหากมีความสำคัญเราค่อยแก้ไขหรือหาทางลดมันลง การเข้าถึงตัวเองเมื่อรวมกับประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์จะนำมาสู่การกำหนดโมเดลธุรกิจและตัวตนของร้าน นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำร้านกาแฟ</p>
<p><strong>2. กลุ่มเป้าหมาย</strong></p>
<p>จากข้อหนึ่งเมื่อสามารถกำหนดตัวตนของร้านได้แล้ว หมายความว่าตอนนี้ท่านพอจะมีภาพแล้วว่ารูปแบบร้านที่จะทำนั้นมีหน้าตาอย่างไร ขายอะไรบ้าง มีขนาดใหญ่เล็กแค่ไหน มีทีมงานสักกี่คน และ ฯลฯ หากภาพเหล่านี้ชัดเจน ภาพของกลุ่มเป้าหมายของร้านจะชัดเจนตามกันมา อย่าลืมนะครับว่าจนถึงปี 2553 นี้ประชากรของประเทศเรามีทั้งสิ้น 67 ล้านคน แน่นอนว่าเราคงไม่ได้ทำร้านกาแฟเพื่อคนทั้งหมดนี้ คำถามง่ายๆ แต่ตอบยากคือ แล้วลูกค้าของเราคือใคร ?</p>
<p>เราอาจเริ่มจากกว้างไปหาแคบ เช่น เพศ อายุ หน้าที่การงาน หรือระดับของรายได้ จนไปถึง รสนิยม หรือประสบการณ์ชีวิต หากแม้นว่าพยายามบีบให้แคบแล้วยังไม่สามารถเห็นภาพลูกค้าที่ชัดเจน บางคนอาจใช้วิธีตระเวณไปตามร้านกาแฟที่มีลักษณะคล้ายภาพร้านของตัวเองที่คิดไว้ จะทำให้เห็นหน้าตาของลูกค้าชัดเจนขึ้นได้เรียนรู้ว่าเขาดื่มกาแฟแบบไหนกัน ราคาเท่าไหร่ พฤติกรรมในการซื้อหรือการใช้บริการในร้านเป็นอย่างไร เพศ อายุโดยเฉลี่ย การศึกษา หน้าที่การงาน และอีกหลายอย่างซึ่งอาจสามารถสังเกตได้ ต่างๆ เหล่านี้จะทำให้เรารู้จักและเข้าใจลูกค้าเป้าหมายของเรามากขึ้น เรื่องนี้เหมือนจะยากและซับซ้อน แต่แท้ที่จริงแล้วหากร้านกาแฟเกิดจากตัวตนของเรา เรามักพบบ่อยๆ ว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายนั้นก็คือคนแบบเรา สังคมเดียวกับเรา มีความคิด รสนิยมใกล้เคียงกับเรานั่นเอง</p>
<p><strong>3. ทำเล</strong></p>
<p>อันที่จริงผมเคยพูดถึง<a href="http://www.seat2cup.com/blog/2008/08/coffee-bar-locations/" target="_blank">เรื่องทำเล</a>ไปแล้ว แต่ยังนำมาเรียบเรียงใหม่เป็นการย้ำอีกทีให้เห็นว่าการเริ่มต้นนั้นต้องเริ่มจากตัวเองก่อน ทำเลที่ว่าสำคัญมากนั้นกลับเป็นลำดับรองลงมาที่ต้องพิจารณา เมื่อเห็นภาพของกลุ่มเป้าหมายชัดเจนขึ้นแล้วเราจึงใช้ความรู้และไหวพริบคิดต่อว่ากลุ่มลูกค้านั้นๆ อยู่ที่ไหนกันบ้าง เราคะเนดูก่อนแล้วจึงลงพื้นที่จริงเพื่อค้นหา เราชอบกาแฟสไตล์ฝรั่ง ลูกค้าเป้าหมายเป็นฝรั่งนักท่องเที่ยว เราก็ต้องไปหาทำเลตามสถานที่ท่องเที่ยวที่ฝรั่งชอบไป ลงพื้นที่จริงสำรวจธุรกิจในบริเวณนั้นว่าเป็นอย่างไรขายอะไรขายราคาเท่าไหร่ อะไรขายดี จะทำให้รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่เราวางไว้มีปริมาณมากพอหรือไม่ ถ้าว่าทำเลนี้ใช้ได้แล้ว การเดินเท้าในบริเวณนั้นเป็นเรื่องจำเป็น เราอาจไม่เห็นพื้นที่ว่างๆ รอเราอยู่ ชีวิตมักไม่ง่ายอย่างนั้น แต่การเดินเท้าและได้คุยกับคนในระแวกนั้นอาจนำไปสู่โอกาสดีๆ ได้ ลักษณะทำเลที่เราต้องการอาจมีอีกหลายแห่งเราต้องค่อยๆ สำรวจไป แต่อย่างน้อยเรารู้่ลักษณะของทำเลที่เราต้องการชัดเจนแล้วเราจึงไม่เสียเวลาไปกับทำเลลักษณะอื่นที่มันนอกเหนือออกไป</p>
<p>เรื่องหาทำเลสำหรับหลายคนถือเป็นงานหนักและต้องใช้ความเพียรพยายามมาก แต่สำหรับบางคนอาจใช้จุดแข็งที่ตัวเองมี เช่นเงินทุนที่มากกว่า หรือสายสัมพันธ์กับเจ้าของพื่นที่ หรือสายสัมพันธ์กับคนในพื้นที่ทำให้ทราบข่าวหรือข้อมูลสำคัญอย่างรวดเร็ว ทำให้เข้าถึงทำเลได้ก่อนใคร เรื่องนี้ท่านต้องสำรวจให้ดีว่าท่านมีข้อได้เปรียบอะไรเหล่านี้บ้างหรือไม่ ให้นำออกมาใช้ให้เต็มที่ แต่อย่าลืมว่าทำเลนั้นต้องสอดคล้องกับตัวตนที่วางไว้และตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้อย่างเคร่งครัด</p>
<p>ทั้ง 3 ประการนี้เราสามารถเริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องขอคำแนะนำจากใคร อย่าลืมว่า<strong>ไม่มีใครรู้จักตัวเราดีเท่าตัวเราเอง</strong> และความคิดสร้างสรรค์นั้นสามารถเกิดได้กับทุกคนไม่จำเป็นต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องกาแฟ หากการเรียนรู้เรื่องกาแฟนั้นจะช่วยให้เรามีวิสัยทัศน์และสามารถกำหนดตัวตนในส่วนของกาแฟได้แม่นยำขึ้น ซึ่งกรณีนี้ <strong>&#8220;กาแฟ&#8221; เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของตัวตนร้านเท่านั้น</strong> ไม่ใช่ทั้งหมด </p>
<p>สรุปง่ายๆ คือ ทำร้านกาแฟ เราเริ่มจากทำความรู้จักตัวเองให้ถ่องแท้อีกครั้งร่วมกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อกำหนดตัวตนของร้านหรือโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ตรงที่สุดและเลือกทำเลที่สอดคล้องเท่านั้น จากนั้นจึงขอความช่วยเหลือจากซัพพลายเออร์กาแฟในแง่ของรสชาติ เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ และแทคติกการดำเนินการร้านกาแฟต่างๆ ซัพพลายเออร์กาแฟอาจช่วยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องโมเดลธุรกิจได้บ้าง แต่ย้ำอีกทีนะครับว่าไม่มีใครรู้จักหรือเข้าใจตัวเราเท่าเราเอง นอกจากนี้ความคิดสร้างสรรค์คือความคิดในกรอบที่ต่างออกไปจากคนอื่น นั่นหมายความว่าความคิดส่วนใหญ่ต้องมาจากตัวเราเอง และเราต้องกล้าเสี่ยงและกล้ารับผิดชอบกับมัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2010/06/coffeehouse-startup/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำร้านกาแฟให้ประสบความสำเร็จ &#124; บทเรียนจากออฟุลลี่ช็อคเคลด</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2010/05/awfully-chocolate/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2010/05/awfully-chocolate/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 May 2010 14:03:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ร้านกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ความสำเร็จร้านกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ทำเลร้านกาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=909</guid>
		<description><![CDATA[ผมได้ฟังสำภาษณ์คุณลินลีผ่านทางวอยซ์ทีวีเมื่อไม่นานมานี้ ถึงความสำเร็จของออฟุลลี่ช็อคเคลด ร้านขายเค้กช้อคโกแล้ตเล็กๆ แบบอินดี้ในสิงคโปร์ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเชนแตกเป็นหลายสาขาในเมืองใหญ่ๆ ของประเทศแถบเอเซีย สิ่งที่ผมชื่นชมไม่ใช่ความสามารถเติบโตในแง่ธุรกิจของออฟุลลี่ช้อคเคลด หากเป็นแนวคิดในการทำธุรกิจของคุณลินนักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ เล่าแบบคร่าวๆ คือ ส่วนตัวลินลีเองเป็นคนที่ชื่นชอบเค้กช้อคโกแล้ต และได้ตระเวณชิมไปทั่ว เธอไม่ใช่คนที่ชอบทำเค้กหรือทำขนม แต่เธอเป็นคนที่ชอบ &#8220;กิน&#8221; และบอกได้ว่าอย่างไหนดี อย่างไหนอร่อย เธอใช้ความสามารถนี้ในการเลือกวัตถุดิบที่พิเศษกว่าเค้กทั่วๆ ไป ทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนได้เค้กช้อคโกแล้ตที่เธอเชื่อว่าอร่อยที่สุดและทุกคนน่าจะชื่นชอบเช่นเดียวกัน เอาหล่ะ.. สินค้าของเธอพร้อมแล้ว  แต่วิธีการนำเสนอเค้กช้อคโกแล้ตยังสำคัญไม่แพ้ตัวเค้กเอง แนวทางของลิน จึงพยายามทำให้ &#8220;แตกต่าง&#8221; ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ฉีกกรอบเดิมๆ ออกไป แน่นอนเธอเชื่อว่าเค้กของเธอแตกต่าง และใครๆ ไม่สามารถซื้อตำราไปทำเองที่บ้านได้ เพราะวัตถุดิบถูกคัดสรรมาเป็นพิเศษ  เธอออกแบบร้านอย่างเรียบง่าย เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น สว่่างไสว ดูคล้ายคลีนิค หรือร้านเครื่องสำอางมากกว่าร้านเบเกอรี่ทั่วไป ทำเลของออฟุลลี่ช้อคเคลดสาขาแรก ถูกลินเจาะจงให้ไปอยู่ในย่านเก่าแก่แทนที่จะเป็นออร์ชาดศูนย์รวมความทันสมัยต่างๆ ของสิงคโปร์ และรายการเค้กที่ขายเป็นไปอย่างเรียบง่าย เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน คือมีเค้กเพียง 3 รสชาติ และไอศกรีมอีก 2-3 รสชาติให้เลือกเท่านั้น ผลหรือครับ&#8230; ออฟุลลี่ช้อคเคลดของลินเรียกร้องความสนใจกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี เพราะร้านเด่นและดูแปลกตาสุดๆ มันสร้างคำถามให้กับผู้พบเห็น เป็นร้านทันสมัยที่อยู่ในย่านเก่าแก่ และดูไม่เหมือนร้านเค้ก แถมค่าเช่ายังไม่แพงอีกด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมได้ฟังสำภาษณ์คุณลินลีผ่านทางวอยซ์ทีวีเมื่อไม่นานมานี้ ถึงความสำเร็จของ<a href="http://www.awfullychocolate.com" target="_blank">ออฟุลลี่ช็อคเคลด</a> ร้านขายเค้กช้อคโกแล้ตเล็กๆ แบบอินดี้ในสิงคโปร์ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเชนแตกเป็นหลายสาขาในเมืองใหญ่ๆ ของประเทศแถบเอเซีย</p>
<p><span id="more-909"></span>สิ่งที่ผมชื่นชมไม่ใช่ความสามารถเติบโตในแง่ธุรกิจของออฟุลลี่ช้อคเคลด หากเป็นแนวคิดในการทำธุรกิจของคุณลินนักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ เล่าแบบคร่าวๆ คือ ส่วนตัวลินลีเองเป็นคนที่ชื่นชอบเค้กช้อคโกแล้ต และได้ตระเวณชิมไปทั่ว เธอไม่ใช่คนที่ชอบทำเค้กหรือทำขนม แต่เธอเป็นคนที่ชอบ &#8220;กิน&#8221; และบอกได้ว่าอย่างไหนดี อย่างไหนอร่อย เธอใช้ความสามารถนี้ในการเลือกวัตถุดิบที่พิเศษกว่าเค้กทั่วๆ ไป ทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนได้เค้กช้อคโกแล้ตที่เธอเชื่อว่าอร่อยที่สุดและทุกคนน่าจะชื่นชอบเช่นเดียวกัน</p>
<p>เอาหล่ะ.. สินค้าของเธอพร้อมแล้ว  แต่วิธีการนำเสนอเค้กช้อคโกแล้ตยังสำคัญไม่แพ้ตัวเค้กเอง</p>
<p>แนวทางของลิน จึงพยายามทำให้ &#8220;แตกต่าง&#8221; ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ฉีกกรอบเดิมๆ ออกไป</p>
<p>แน่นอนเธอเชื่อว่าเค้กของเธอแตกต่าง และใครๆ ไม่สามารถซื้อตำราไปทำเองที่บ้านได้ เพราะวัตถุดิบถูกคัดสรรมาเป็นพิเศษ </p>
<p>เธอออกแบบร้านอย่างเรียบง่าย เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น สว่่างไสว ดูคล้ายคลีนิค หรือร้านเครื่องสำอางมากกว่าร้านเบเกอรี่ทั่วไป</p>
<p>ทำเลของออฟุลลี่ช้อคเคลดสาขาแรก ถูกลินเจาะจงให้ไปอยู่ในย่านเก่าแก่แทนที่จะเป็นออร์ชาดศูนย์รวมความทันสมัยต่างๆ ของสิงคโปร์ และรายการเค้กที่ขายเป็นไปอย่างเรียบง่าย เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน คือมีเค้กเพียง 3 รสชาติ และไอศกรีมอีก 2-3 รสชาติให้เลือกเท่านั้น</p>
<p><img class="alignnone" title="awfully chocolate" src="http://www.seat2cup.com/images/awfullychoc.jpg" alt="" width="540" height="405" /></p>
<p>ผลหรือครับ&#8230; ออฟุลลี่ช้อคเคลดของลินเรียกร้องความสนใจกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี เพราะร้านเด่นและดูแปลกตาสุดๆ มันสร้างคำถามให้กับผู้พบเห็น เป็นร้านทันสมัยที่อยู่ในย่านเก่าแก่ และดูไม่เหมือนร้านเค้ก แถมค่าเช่ายังไม่แพงอีกด้วย</p>
<p>เมื่อลูกค้าได้ลองชิมเค้กดู แน่นอนอยู่แล้วว่ามันยิ่งสามารถสร้างความประทับใจได้ไม่ยาก รวมถึงการบริการที่เป็นกันเองเพราะลินดูแลใกล้ชิด หรือแม้ให้พนักงานบริการยังสามารถทำได้ดีเพราะรายการสินค้าไม่ซับซ้อนอะไร ทำให้ร้านสามารถสร้างลูกค้าด้วยวิธีปากต่อปากจนมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมีนิตยาสารแนะนำที่ดื่มกินเล่มหนึ่งมาเขียนถึง ออฟุลลี่ช้อคเคลดจึงเป็นที่รู้จักในวงกว้างและประสบความสำเร็จสูงสุดตราบเท่าทุกวันนี้</p>
<p>เมื่อนักข่าวถามว่าทำไมถึงต้องออกแบบร้านอย่างนี้ และไปอยู่ในทำเลที่ไม่น่าจะใช่กลุ่มเป้าหมาย ?</p>
<p>ลินตอบทันควัน &#8220;ฉันว่า ทำธุรกิจมันต้องเสี่ยง&#8221; และเธอได้เสี่ยงในสิ่งที่เธอเชื่อมั่น</p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจขึ้นไปอีกคือเมื่อสำเร็จแล้ว ธุรกิจจะเติบโตต่อไปอย่างไร ?</p>
<p>ลินอธิบายว่า หลักการของเธอไม่ได้เข้มงวดอะไรมาก เธอยังคงไม่โฆษณาใดๆ ทั้งสิ้นเพราะอยากให้ผู้คนค้นพบออฟุลลี่ช้อคเคลดด้วยตัวของเขาเอง วิธีนี้จะทำให้ลูกค้าแต่ละคนเกิดความประทับใจได้มากกว่า ส่วนการหาผู้ร่วมทุนหรือทำแฟรนไชนส์นั้น ลินไม่ได้ตั้งเป้าการเติบโตหรือกฏเกณฑ์ที่ชัดเจนอะไร หากเธอให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระยะยาวและแนวคิดในการทำธุรกิจมากกว่าเรื่องเงิน เพราะเธอเชื่อว่าธุรกิจของเธอนั้น แรงปรารถนาในใจหรือ passion เป็นสิ่งสำคัญที่สุด คู่ค้าที่มีเงินแต่ขาด passion จะไม่สามารถนำพาออฟุลลี่ช้อคเคลดไปในทิศทางที่ควรจะเป็นได้ เราจึงเห็นว่าผู้ที่ทำแฟรนไชนส์กับลินนั้นเป็นคนที่มีแนวคิดคล้ายๆ กับตัวเธอ เป็นนักธุรกิจหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้มีทุนเยอะ หากมีความคิดแบบหัวก้าวหน้าและแน่นอนคือมีแรงปรารถนาในใจเต็มเปี่ยม</p>
<p>เรื่องเล่าออฟุลลี่ช้อคเคลดของลิน อาจให้บทเรียนหลายๆ อย่างกับผู้ทำร้านกาแฟได้</p>
<p>แน่นอนว่าเมล็ดกาแฟคั่วที่ดีมีรสชาติแปลกแตกต่างกับของคนอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญ</p>
<p>แต่การขายน้ำกาแฟนั้นยังต้องการส่วนประกอบอื่นที่เป็นรายละเอียดอีกมากมาย เช่นความสม่ำเสมอของรสชาติ ซึ่งเกิดจากความชำนาญงานของพนักงานชง เครื่องชงที่มีประสิทธิภาพพอ การดูแลรักษาระบบน้ำ และความสะอาดของเครื่องมือต่างๆ การบริการที่รวดเร็วแม่นยำ ด้วยความยิ้มแย้มโอภาปราศรัยและช่วยเหลือ บรรยากาศ สีสัน แสงสว่าง ความสะอาดของร้าน เสียงในร้าน (ทั้งเสียงเพลง และระดับเสียงการพูดคุยในร้าน รวมทั้งเสียงจากการทำเครื่องดื่ม ) ชื่อร้าน โลโก้ บรรจุภัณฑ์ ภาชนะ และ ฯลฯ รวมความง่ายๆ ว่าทุกอย่างที่ลูกค้าสัมผัสได้</p>
<p>ลูกค้าจะสำรวจความรู้สึกของตัวเองรวมๆ และตัดสินในใจว่าเขาจะกลับมาที่นี่อีกหรือไม่</p>
<p>การทำร้านกาแฟจึงเป็นเรื่องของรายละเอียดล้วนๆ เจ้าของหรือผู้บริหารจะต้องเก็บให้ได้หมด เราจึงต้องการคนที่มีแรงปรารถนาในใจหรือ passion มากๆ เพื่อนำร้านสู่ความสำเร็จให้ได้</p>
<p>ถ้ามั่นใจว่ามี passion เต็มเปี่ยมแล้ว ให้รวมกับความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอ เราต้องกล้าที่จะแตกต่างและกล้าหาญที่จะเสี่ยงทำมันออกมา โดยอย่าลืมว่าการทำธุรกิจทุกอย่างต้องเสี่ยงอยู่แล้ว ทุกธุรกิจมีโอกาสสำเร็จและล้มแล้วได้ทั้งนั้น ถ้ารับความเสี่ยงไม่ได้..อย่าทำ</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="539" height="266" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="flashvars" value="config=http%3A%2F%2Fwww.voicetv.co.th%2Ffplayer%2Fconfig.php%3Fvkey%3D737842996%26embed%3D1" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><param name="bgcolor" value="#000000" /><param name="src" value="http://www.voicetv.co.th/fplayer/player.swf?version=20100120" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="539" height="266" src="http://www.voicetv.co.th/fplayer/player.swf?version=20100120" flashvars="config=http%3A%2F%2Fwww.voicetv.co.th%2Ffplayer%2Fconfig.php%3Fvkey%3D737842996%26embed%3D1" allowfullscreen="true" bgcolor="#000000"></embed></object></p>
<p>มีทั้งหมด <a href="http://www.voicetv.co.th/search/?search_id=awfully+chocolate&amp;search_type=search_keywords" target="_blank">4-5 ตอน</a> ด้วยกัน ปุ๋ยของแรงบันดาลใจชั้นดีที่คุ้มค่าแก่การทัศนายิ่ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2010/05/awfully-chocolate/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ซีทฯ กันอีกมุม</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2009/11/seat-photo/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2009/11/seat-photo/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Nov 2009 15:18:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ร้านกาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=696</guid>
		<description><![CDATA[มีเซ็ทรูปร้านที่ลูกค้ามาถ่ายไว้ครับ เห็นว่าแปลกตาดีเลยเอามาลิงค์ให้ดูกันครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://canond400.multiply.com/photos/album/179/Seat2Cup_Coffee_Siemens_Ltd_Charn_Issara_Tower_2#"><img class="alignnone" title="seat2cup" src="http://www.seat2cup.com/images/IMG-62572.jpg" alt="" width="511" height="346" /></a><a href="http://canond400.multiply.com/photos/album/179/Seat2Cup_Coffee_Siemens_Ltd_Charn_Issara_Tower_2#"></a></p>
<p>มีเซ็ทรูปร้านที่ลูกค้ามาถ่ายไว้ครับ เห็นว่าแปลกตาดี<a href="http://canond400.multiply.com/photos/album/179/Seat2Cup_Coffee_Siemens_Ltd_Charn_Issara_Tower_2#" target="_blank">เลยเอามาลิงค์ให้ดูกัน</a>ครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2009/11/seat-photo/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Seat2Cup T Shirt</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2009/11/seat2cup-t-shirt/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2009/11/seat2cup-t-shirt/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 Nov 2009 16:40:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ร้านกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อยืดซีททูคัพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=691</guid>
		<description><![CDATA[ทีเชิร์ตมันบอกถึงความสบายๆ ไม่เป็นทางการ ซีททูคัพก็เป็นพวกสบายๆ เลยทำออกมาเป็นที่ระลึกเป็นรุ่นแรกครับ ท่านที่สนใจสั่งซื้อได้ที่ webshop นะครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone" title="Seat2Cup T Shirt" src="http://www.seat2cup.com/images/seatTshirt.jpg" alt="" width="410" height="547" /></p>
<p>ทีเชิร์ตมันบอกถึงความสบายๆ ไม่เป็นทางการ ซีททูคัพก็เป็นพวกสบายๆ เลยทำออกมาเป็นที่ระลึกเป็นรุ่นแรกครับ ท่านที่สนใจสั่งซื้อได้ที่ <a href="http://www.seat2cupwebshop.com/index.php?catn=3&amp;subn=1" target="_blank">webshop</a> นะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2009/11/seat2cup-t-shirt/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
