<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กาแฟซีททูคัพ &#124; Seat2Cup Coffee Bangkok TH &#187; เครื่องชงกาแฟ</title>
	<atom:link href="http://www.seat2cup.com/blog/category/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.seat2cup.com/blog</link>
	<description>เรื่องราวกาแฟ จากโรงคั่วกาแฟ ถึงร้านกาแฟ และผู้รักการดื่มกาแฟ</description>
	<lastBuildDate>Sun, 01 Apr 2018 16:47:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>ทำความเข้าใจเบื้องต้นกับ brewing control chart</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2015/10/brewing-control-chart/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2015/10/brewing-control-chart/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Oct 2015 14:04:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเปรสโซ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=1729</guid>
		<description><![CDATA[สำหรับคนที่หัดชงกาแฟมาสักพักแล้วอยากชงให้รสชาติดีขึ้น สิ่งที่น่าสนใจและช่วยได้มากสำหรับยุคปัจจุบันนี้คือการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า refractometer ควบกับการใช้ brewing control chart ตามรูปด้านล่าง อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ สำหรับผู้เริ่มต้นแบบนี้นะครับ การชงกาแฟคือการสกัดเอาสารประกอบที่ละลายได้ออกจากผงกาแฟบด ซึ่งปกติเราทำโดยใช้น้ำร้อนไหลผ่าน โดยทั่วไปในการชงกาแฟแบบเอสเปรสโซเราจะสามารถละลายสารกาแฟออกมาได้ไม่เกิน 30% หมายถึงถ้าเราใช้ผงกาแฟบดในการชง 10 กรัม จะละลายสารกาแฟออกมาได้ไม่เกิน 3 กรัม 30%ที่กล่าวถึงนี้เราเรียกว่า extraction yield (อ่านว่ายีลด) ถ้าดูจาก brewing control chart จะเห็นว่ารสชาติกาแฟนั้นเกิดจากความสัมพันธ์ของสองค่าด้วยกัน โดยในแกนนอนเป็นค่า extraction yield ที่กล่าวไป ส่วนแกนตั้งเป็นค่า tds (%) ซึ่งย่อจาก total dissolved solids หรือของแข็งที่ละลายอยู่ทั้งหมด พูดง่ายๆ ก็คือถ้า % ของ tds สูงหมายความว่ากาแฟจะมีความเข้มข้นมากเพราะมีอัตราส่วนของของแข็งที่ละลายอยู่มาก brewing control chart ด้านบนแสดงให้เห็นแนวโน้มของการชงกาแฟแบบเอสเปรสโซโดยทั่วไปว่าความสัมพันธ์ของสองค่านี้ถ้าเป็นช๊อตเอสเปรสโซปริมาณปกติ ค่า tds จะอยู่ที่ประมาณ 9.5% [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับคนที่หัดชงกาแฟมาสักพักแล้วอยากชงให้รสชาติดีขึ้น สิ่งที่น่าสนใจและช่วยได้มากสำหรับยุคปัจจุบันนี้คือการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า refractometer ควบกับการใช้ brewing control chart ตามรูปด้านล่าง อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ สำหรับผู้เริ่มต้นแบบนี้นะครับ</p>
<p>การชงกาแฟคือการสกัดเอาสารประกอบที่ละลายได้ออกจากผงกาแฟบด ซึ่งปกติเราทำโดยใช้น้ำร้อนไหลผ่าน โดยทั่วไปในการชงกาแฟแบบเอสเปรสโซเราจะสามารถละลายสารกาแฟออกมาได้ไม่เกิน 30% หมายถึงถ้าเราใช้ผงกาแฟบดในการชง 10 กรัม จะละลายสารกาแฟออกมาได้ไม่เกิน 3 กรัม 30%ที่กล่าวถึงนี้เราเรียกว่า extraction yield (อ่านว่ายีลด)</p>
<p><img class="alignnone" title="brewing control chart" src="http://www.seat2cup.com/images/brewingchart.jpg" alt="" width="401" height="526" /></p>
<p>ถ้าดูจาก brewing control chart จะเห็นว่ารสชาติกาแฟนั้นเกิดจากความสัมพันธ์ของสองค่าด้วยกัน โดยในแกนนอนเป็นค่า extraction yield ที่กล่าวไป ส่วนแกนตั้งเป็นค่า tds (%) ซึ่งย่อจาก total dissolved solids หรือของแข็งที่ละลายอยู่ทั้งหมด พูดง่ายๆ ก็คือถ้า % ของ tds สูงหมายความว่ากาแฟจะมีความเข้มข้นมากเพราะมีอัตราส่วนของของแข็งที่ละลายอยู่มาก brewing control chart ด้านบนแสดงให้เห็นแนวโน้มของการชงกาแฟแบบเอสเปรสโซโดยทั่วไปว่าความสัมพันธ์ของสองค่านี้ถ้าเป็นช๊อตเอสเปรสโซปริมาณปกติ ค่า tds จะอยู่ที่ประมาณ 9.5% และค่าของ extraction yield อยู่ที่ประมาณ 19.5% ซึ่งก็คือตำแหน่งของจุดวงกลมสีแดงกลางรูปนั่นเอง</p>
<p>วงกลมสีแดงนี้คือจุดที่เราออกแบบไว้ พูดง่ายๆ คือเป็นเป้าหมายที่เราอยากได้เพราะทดลองแล้วพบกาแฟที่ชงออกมารสชาติดีถูกใจ ในรูปใช้คำวา design tds ,extration yield นั่นหมายความว่าแต่ละคนแต่ละการชงจะแตกต่างกันไปจากการใช้เมล็ดกาแฟที่ต่างกัน เครื่องมือที่ต่างกัน ตัวแปรอื่นๆ แตกต่างกันไปหมด และยังมีความชอบส่วนตัวของแต่ละคนเข้ามาเป็นปัจจัยอีก จุดที่ดีที่สุดของแต่ละคนจึงอาจต่างกันไป chart นี้เพียงช่วยให้แนวทางในการปรับการชงมันกระชับขึ้น ลดความคลุมเครือของคำว่าสกัดมากไปหรือสกัดน้อยไป ทำให้จับทิศทางในการชงได้แม่นยำกว่าแต่ก่อน</p>
<p>ลองนึกภาพนะครับ ถ้าเราชงออกมาได้ tds ที่ 11% และ extraction yield ที่ 23% อาการของช๊อตกาแฟจะออกไปทาง over extraction ถ้าพล็อตลงไปใน chart วงกลมจะเคลื่อนไปทางด้านขวาบน พิสูจน์รสชาติได้ด้วยการชิมว่ามันไม่ดีอย่างไร แต่ถ้าต้องการปรับให้เข้ามาสู่จุดที่เราออกแบบไว้ (คือวงกลมสีแดง) เราสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการทำทุกอย่างเหมือนเดิมแต่ปรับเพียงปริมาณน้ำกาแฟที่สกัดออกมาเท่านั้น ซึ่งจะต้องปรับปริมาณน้ำเป็นเท่าใดเราสามารถหาได้จาก โปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อคำนวณค่าต่างๆ ในเรื่องนี้โดยเฉพาะ</p>
<p>ค่าต่างๆ ที่ใช้ในการคำนวณ ประกอบด้วยน้ำหนักของกาแฟบดที่ใช้ น้ำหนักของน้ำกาแฟที่สกัดออกมา ค่า tds ซึ่งวัดได้ด้วยเครื่อง refractometer</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2015/10/brewing-control-chart/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การปรับอุณหภูมิน้ำชงกาแฟ</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2015/09/boilertemp/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2015/09/boilertemp/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Sep 2015 02:15:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[กาแฟคั่ว]]></category>
		<category><![CDATA[ชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องชงกาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=1713</guid>
		<description><![CDATA[อุณหภูมิน้ำชงกาแฟมีผลกับการสกัดและรสชาติกาแฟเสมอ โดยหลักการน้ำอุณหภูมิสุงกว่าจะสกัดหรือละลายสารประกอบที่ละลายได้หรือ soluble compound ได้มากกว่า ส่วนน้ำที่อุณหภูมิต่ำกว่าจะละลายได้น้อยกว่า เครื่องชงกาแฟที่ถูกตั้งค่าต่างๆ มาจากโรงงานมักจะเป็นค่าที่เป็นกลางๆ หรือทดลองว่าพอใช้ได้แล้วในเงื่อนไขที่ง่ายสะดวกกับโรงงานเช่น เมล็ดกาแฟที่หาได้ คุณภาพน้ำของบริเวณที่โรงงานตั้งอยู่ รวมไปถึงทักษะความสามารถของผู้กำหนดค่าต่างๆ ในโรงงานนั้น นั่นหมายความว่าเมื่อเครื่องชงกาแฟเครื่องนั้นเดินทางมาถึงเราแล้ว ตัวแปรต่างๆ ย่อมแตกต่างกันไปมากแล้ว การปรับแต่งจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดามากเหมือนกับนักดนตรีที่ต้องมีการปรับแต่งอุปกรณ์ของตัวเองเสมอเพื่อให้สัมผัสได้ดีและเสียงออกมาดีถูกต้องไม่เพี้ยน โดยหลักการง่ายๆ ที่เป็นพื้นฐานคือถ้าน้ำอุณหภูมิสูงเกินไปสำหรับระดับการคั่วของเมล็ดกาแฟที่ใช้รสชาติที่ได้จะ flat ไม่มีมิติ ขาดความชุ่มฉ่ำ หรือถึงกับขมไหม้ เป็นอาการของ over extraction คือการสกัดที่มากเกินไป กลับกันถ้าน้ำอุณหภูมิต่ำไปแนวโน้มรสชาติจะเป็นในทาง under extraction คือรสบางอ่อน ขม เปรี้ยวไม่กลมกล่อม]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อุณหภูมิน้ำชงกาแฟมีผลกับการสกัดและรสชาติกาแฟเสมอ โดยหลักการน้ำอุณหภูมิสุงกว่าจะสกัดหรือละลายสารประกอบที่ละลายได้หรือ soluble compound ได้มากกว่า ส่วนน้ำที่อุณหภูมิต่ำกว่าจะละลายได้น้อยกว่า เครื่องชงกาแฟที่ถูกตั้งค่าต่างๆ มาจากโรงงานมักจะเป็นค่าที่เป็นกลางๆ หรือทดลองว่าพอใช้ได้แล้วในเงื่อนไขที่ง่ายสะดวกกับโรงงานเช่น เมล็ดกาแฟที่หาได้ คุณภาพน้ำของบริเวณที่โรงงานตั้งอยู่ รวมไปถึงทักษะความสามารถของผู้กำหนดค่าต่างๆ ในโรงงานนั้น นั่นหมายความว่าเมื่อเครื่องชงกาแฟเครื่องนั้นเดินทางมาถึงเราแล้ว ตัวแปรต่างๆ ย่อมแตกต่างกันไปมากแล้ว การปรับแต่งจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดามากเหมือนกับนักดนตรีที่ต้องมีการปรับแต่งอุปกรณ์ของตัวเองเสมอเพื่อให้สัมผัสได้ดีและเสียงออกมาดีถูกต้องไม่เพี้ยน</p>
<p>โดยหลักการง่ายๆ ที่เป็นพื้นฐานคือถ้าน้ำอุณหภูมิสูงเกินไปสำหรับระดับการคั่วของเมล็ดกาแฟที่ใช้รสชาติที่ได้จะ flat ไม่มีมิติ ขาดความชุ่มฉ่ำ หรือถึงกับขมไหม้ เป็นอาการของ over extraction คือการสกัดที่มากเกินไป กลับกันถ้าน้ำอุณหภูมิต่ำไปแนวโน้มรสชาติจะเป็นในทาง under extraction คือรสบางอ่อน ขม เปรี้ยวไม่กลมกล่อม</p>
<p><iframe src="//www.youtube.com/embed/wGELoC16goM" frameborder="0" width="480" height="270"></iframe></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2015/09/boilertemp/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำสำหรับเครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซ</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2014/12/espressomachinewater/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2014/12/espressomachinewater/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Dec 2014 05:09:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ร้านกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[7SO]]></category>
		<category><![CDATA[claris]]></category>
		<category><![CDATA[everpure]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบกรองน้ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=1636</guid>
		<description><![CDATA[ความจริงบางอย่างเรื่อง &#8220;น้ำ&#8221; สำหรับเครื่องชงกาแฟ 1.เครื่องชงเอสเปรสโซต้องการน้ำที่มีค่า TDS ประมาณร้อยต้นๆ เท่านั้น โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดตะกรันจริงแล้วคือ CaCo3 หรือแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งควรมีค่าอยู่ที่ประมาณ 20-90 ppm เพื่อกลิ่นรสที่ดีและไม่เกิดการสะสมตะกรันในหม้อต้มเร็วเกินไป 2.ระบบกรองส่วนใหญ่ในท้องตลาดออกแบบสำหรับน้ำดื่มแต่ไม่ใช่สำหรับเครื่องเอสเปรสโซโดยเฉพาะ เมื่อกรองแล้วค่า CaCo3 จึงมักไม่ลดลง 3.ระบบกรองแบบ RO ลดค่า TDS เหลือแค่ประมาณ 5 ppm ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปสำหรับใช้ชงกาแฟ จะทำให้เกิดการสกัดที่น้อยเกินไปหรือ under extraction และเป็นน้ำที่มีค่่าการกัดกร่อนสูง อาจทำให้เกิดการกร่อนและรั่วตามจุดเชื่อมต่างๆ ที่เป็นโลหะในเส้นทางของน้ำได้ 4.ไส้กรองไม่ว่าจะระบบใดจะเสื่อมสภาพตามการใช้งานเสมอ ดังนั้นการตรวจวัดค่า TDS และค่า KH นอกจากจะช่วยให้เราสามารถเลือกระบบกรองที่เหมาะสมกับร้านของเราแล้ว ยังใช้สำหรับติดตามสภาพของไส้กรองว่าเมื่อไรจึงสมควรเปลี่ยน เพื่อลดความเสียหายต่อเครื่องชงและโอกาสที่จะทำให้กลิ่นรสของกาแฟเปลี่ยนไป *ขอบคุณกาแฟพีแอนด์เอฟที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์และสถานที่นะครับ &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ความจริงบางอย่างเรื่อง &#8220;น้ำ&#8221; สำหรับเครื่องชงกาแฟ<br />
1.เครื่องชงเอสเปรสโซต้องการน้ำที่มีค่า TDS ประมาณร้อยต้นๆ เท่านั้น โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดตะกรันจริงแล้วคือ CaCo3 หรือแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งควรมีค่าอยู่ที่ประมาณ 20-90 ppm เพื่อกลิ่นรสที่ดีและไม่เกิดการสะสมตะกรันในหม้อต้มเร็วเกินไป<br />
2.ระบบกรองส่วนใหญ่ในท้องตลาดออกแบบสำหรับน้ำดื่มแต่ไม่ใช่สำหรับเครื่องเอสเปรสโซโดยเฉพาะ เมื่อกรองแล้วค่า CaCo3 จึงมักไม่ลดลง<br />
3.ระบบกรองแบบ RO ลดค่า TDS เหลือแค่ประมาณ 5 ppm ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปสำหรับใช้ชงกาแฟ จะทำให้เกิดการสกัดที่น้อยเกินไปหรือ under extraction และเป็นน้ำที่มีค่่าการกัดกร่อนสูง อาจทำให้เกิดการกร่อนและรั่วตามจุดเชื่อมต่างๆ ที่เป็นโลหะในเส้นทางของน้ำได้<br />
4.ไส้กรองไม่ว่าจะระบบใดจะเสื่อมสภาพตามการใช้งานเสมอ</p>
<div>
<p>ดังนั้นการตรวจวัดค่า TDS และค่า KH นอกจากจะช่วยให้เราสามารถเลือกระบบกรองที่เหมาะสมกับร้านของเราแล้ว ยังใช้สำหรับติดตามสภาพของไส้กรองว่าเมื่อไรจึงสมควรเปลี่ยน เพื่อลดความเสียหายต่อเครื่องชงและโอกาสที่จะทำให้กลิ่นรสของกาแฟเปลี่ยนไป</p>
<p>*ขอบคุณกาแฟพีแอนด์เอฟที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์และสถานที่นะครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
</div>
<p><iframe src="//www.youtube.com/embed/X5bD0bOqwgU" frameborder="0" width="480" height="270"></iframe></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2014/12/espressomachinewater/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทัวร์โรงงาน La Marzocco</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2013/10/la-marzocco-factory-tour/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2013/10/la-marzocco-factory-tour/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 31 Oct 2013 09:19:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เครื่องชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเปรสโซ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=1571</guid>
		<description><![CDATA[เอาภาพไปเก็บไว้ในเฟสบุ๊คนะครับ Seat2Cup Facebook Fan page]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เอาภาพไปเก็บไว้ในเฟสบุ๊คนะครับ</p>
<p><a title="ทัวร์โรงงานลามาร์ซอคโก้" href="https://www.facebook.com/media/set/?set=a.659214830778005.1073741827.131214636911363&amp;type=1&amp;l=60f5fbdd24" target="_blank">Seat2Cup Facebook Fan page</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2013/10/la-marzocco-factory-tour/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เครื่องชงกาแฟยี่ห้อไหนดี</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2012/04/espresso-machine/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2012/04/espresso-machine/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Apr 2012 06:41:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เครื่องชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ยี่ห้อเครื่องชงกาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=1450</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นพื้นที่โฆษณานะครับ และออกตัวไว้ชัดเลยว่านี่เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ดังนั้นอาจพูดถึงแต่อันที่รู้จักมักคุ้นหรือที่ได้เคยสัมผัสมาบ้าง โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลกันนะครับ เคยเกริ่นไปคร่าวๆ แล้วสำหรับแนวทางกว้างๆ ในการเลือกเครื่องชงกาแฟ แต่หลายๆ ท่านโดยเฉพาะที่เป็นมือใหม่และเพิ่งเริ่มสนใจการทำกาแฟแบบเอสเปรสโซยังชอบถามให้จำเพาะเจาะจงลงไปว่าเครื่องชงกาแฟยี่ห้อไหนดี เพราะส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินหรือรู้จักเครื่องชงใดๆ มาก่อนเลย ความเป็นจริงคือเครื่องชงกาแฟในโลกนี้มีหลายแบรนด์และมากมายหลายรุ่นมาก มากเกินกว่าจะพูดถึงได้หมด แต่ถ้าให้พูดถึงเฉพาะเครื่องที่สามารถนำมาชงขายได้ และที่มีจำหน่ายอยู่ในเมืองไทย ผมอาจให้ชื่อไว้ได้บ้างโดยกล่าวถึงผู้นำเข้าหรือดีลเลอร์เท่าที่ทราบคู่กันไป ให้พอเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาเครื่องชงกาแฟที่ถูกใจท่านอย่างนี้นะครับ Orchestrale  อ่านว่าออร์เคสตราเล่แบรนด์เครื่องชงจากอิตาลี นำเข้าโดยกาแฟพีแอนด์เอฟ ด้วยจุดเด่นที่ดีไซน์และการเลือกใช้วัสดุที่ดีที่สุด ทุกชิ้นส่วนผลิตในอิตาลีเท่านั้น ทำให้ออร์เคสตราเล่โดยเฉพาะรุ่น etnica ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มคนทำกาแฟคุณภาพสูงในเมืองไทย แม้จะเป็นแบรนด์ใหม่อายุแบรนด์ไม่กี่ปี แต่ทีมงานที่ผลิตมีแรงบันดาลใจสูงมากมีการวาง collection ด้วยธีมที่แข็งแกร่ง ทำให้ในระยะยาวผมมองว่าเครื่องทุกรุ่นจากออร์เคสตราเล่จะมีค่าในแง่ของการสะสมด้วย และด้วยความที่ส่วนตัวผมคุ้นเคยกันดีกับทีมผู้ผลิต ได้เห็นการทำงานมาหลายปีแล้วจึงบอกได้ว่าเขาพยายามแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วและมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอด ทำให้ออร์เคสตราเล่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากอีกเครื่องหนึ่งในเวลานี้ Faema  แบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดในอิตาลี มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีนวตกรรมออกสู่โลกเอสเปรสโซเรื่อยมา สำหรับเมืองไทยเรามีบริษัทกาแฟอโรม่าเป็นผู้นำเข้ามาจำหน่าย และถ้าพูดถึง Faema อาจจะพ่วงยี่ห้อ La Cimbali ไปพร้อมกันด้วย เพราะปัจจุบันได้กลายเป็นแบรนด์พี่น้องกันไปแล้ว เรื่องประสิทธิภาพและราคาไม่หนีกันเท่าไหร่ Nuova Simonelli ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อีกรายจากอิตาลีที่มีผลิตภัณฑ์มากมายหลากหลายรุ่นตั้งแต่เครื่องเล็กๆ จนถึงเครื่องระดับมืออาชีพ ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักกันดีคือรุ่น Oscar เครื่องเล็กที่เหมาะใช้ในบ้าน แต่เมืองไทยเราเอามาชงขายกัน ล่าสุดคือ Musica เครื่องเล็กๆ แต่ประสิทธิภาพพอชงขายได้ ส่วนเครื่องระดับมืออาชีพที่ขายดิบขายดีคือรุ่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นพื้นที่โฆษณานะครับ และออกตัวไว้ชัดเลยว่านี่เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ดังนั้นอาจพูดถึงแต่อันที่รู้จักมักคุ้นหรือที่ได้เคยสัมผัสมาบ้าง โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลกันนะครับ</p>
<p>เคยเกริ่นไปคร่าวๆ แล้วสำหรับ<a href="http://www.seat2cup.com/blog/2008/09/mc4-coffeebar/" target="_blank">แนวทางกว้างๆ ในการเลือกเครื่องชงกาแฟ </a>แต่หลายๆ ท่านโดยเฉพาะที่เป็นมือใหม่และเพิ่งเริ่มสนใจการทำกาแฟแบบเอสเปรสโซยังชอบถามให้จำเพาะเจาะจงลงไปว่าเครื่องชงกาแฟยี่ห้อไหนดี เพราะส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินหรือรู้จักเครื่องชงใดๆ มาก่อนเลย</p>
<p>ความเป็นจริงคือเครื่องชงกาแฟในโลกนี้มีหลายแบรนด์และมากมายหลายรุ่นมาก มากเกินกว่าจะพูดถึงได้หมด แต่ถ้าให้พูดถึงเฉพาะเครื่องที่สามารถนำมาชงขายได้ และที่มีจำหน่ายอยู่ในเมืองไทย ผมอาจให้ชื่อไว้ได้บ้างโดยกล่าวถึงผู้นำเข้าหรือดีลเลอร์เท่าที่ทราบคู่กันไป ให้พอเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาเครื่องชงกาแฟที่ถูกใจท่านอย่างนี้นะครับ</p>
<p><a href="https://www.facebook.com/pages/Orchestrale-espresso-coffee-machines/197822990353482?sk=photos_albums" target="_blank"><img title="Orchestrale" src="http://www.seat2cup.com/images/etnica_display.jpg" alt="" width="389" height="245" /></a><span id="more-1450"></span></p>
<ol>
<li><strong>Orchestrale </strong> อ่านว่าออร์เคสตราเล่แบรนด์เครื่องชงจากอิตาลี นำเข้าโดย<a href="http://www.pnfcoffee.com">กาแฟพีแอนด์เอฟ</a> ด้วยจุดเด่นที่ดีไซน์และการเลือกใช้วัสดุที่ดีที่สุด ทุกชิ้นส่วนผลิตในอิตาลีเท่านั้น ทำให้ออร์เคสตราเล่โดยเฉพาะรุ่น etnica ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มคนทำกาแฟคุณภาพสูงในเมืองไทย แม้จะเป็นแบรนด์ใหม่อายุแบรนด์ไม่กี่ปี แต่ทีมงานที่ผลิตมีแรงบันดาลใจสูงมากมีการวาง <a href="https://www.facebook.com/pages/Orchestrale-espresso-coffee-machines/197822990353482?sk=photos_albums" target="_blank">collection</a> ด้วยธีมที่แข็งแกร่ง ทำให้ในระยะยาวผมมองว่าเครื่องทุกรุ่นจากออร์เคสตราเล่จะมีค่าในแง่ของการสะสมด้วย และด้วยความที่ส่วนตัวผมคุ้นเคยกันดีกับทีมผู้ผลิต ได้เห็นการทำงานมาหลายปีแล้วจึงบอกได้ว่าเขาพยายามแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วและมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอด ทำให้ออร์เคสตราเล่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากอีกเครื่องหนึ่งในเวลานี้</li>
<li><strong>Faema </strong> แบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดในอิตาลี มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีนวตกรรมออกสู่โลกเอสเปรสโซเรื่อยมา สำหรับเมืองไทยเรามีบริษัท<a href="http://www.aromathailand.com/" target="_blank">กาแฟอโรม่า</a>เป็นผู้นำเข้ามาจำหน่าย และถ้าพูดถึง Faema อาจจะพ่วงยี่ห้อ La Cimbali ไปพร้อมกันด้วย เพราะปัจจุบันได้กลายเป็นแบรนด์พี่น้องกันไปแล้ว เรื่องประสิทธิภาพและราคาไม่หนีกันเท่าไหร่</li>
<li><strong>Nuova Simonelli</strong> ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อีกรายจากอิตาลีที่มีผลิตภัณฑ์มากมายหลากหลายรุ่นตั้งแต่เครื่องเล็กๆ จนถึงเครื่องระดับมืออาชีพ ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักกันดีคือรุ่น Oscar เครื่องเล็กที่เหมาะใช้ในบ้าน แต่เมืองไทยเราเอามาชงขายกัน ล่าสุดคือ Musica เครื่องเล็กๆ แต่ประสิทธิภาพพอชงขายได้ ส่วนเครื่องระดับมืออาชีพที่ขายดิบขายดีคือรุ่น Appia  รุ่นที่ผมแนะนำคือรุ่น <a href="http://www.nuovasimonelli.it/en/products/traditional-machines/aurelia/aurelia-v">Aurelia</a> ซึ่งเป็นซีรีส์เดียวกันกับตัวที่ใช้สปอนเซอร์การแข่งขันชิงแชมป์บาริสต้าโลก ในเมืองไทยเรานำเข้าโดย<a href="http://www.retailink.co.th/mainpage/content.php?sec_id=1&amp;cat_id=3&amp;brand=4&amp;bid=10&amp;brand_pro=Nuova%20Simonelli">บริษัทรีเทลลิงค์</a> และมีดีลเลอร์ที่ขายให้หลายสิบเจ้า</li>
<li><strong>Astoria</strong> แบรนด์เครื่องชงจาก CMA โรงงานผลิตเครื่องเอสเปรสโซขนาดใหญ่จากอิตาลี Astoria เป็นอีกแบรนด์ที่มี product range ครบทุกระดับ ตอบสนองทุกความต้องการ ผมเคยสัมผัสตั้งแต่เครื่องเล็กๆ จนถึงเครื่องระดับมืออาชีพหลายต่อหลายรุ่น ถือว่ามีมาตรฐานการผลิต และได้เอสเปรสโซออกมาดีมาก ในบ้านเรามี<a href="http://www.vppcoffee.com/product/coffee-machines/">บริษัทกาแฟ วีพีพี</a> และ<a href="http://www.espressofriend.com/เครื่องชงกาแฟ/sub-astoria/เครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่%20Astoria%20รุ่น%20Plus%204%20You">บริษัทกาแฟพีเบอรี่</a>เป็นผู้นำเข้า รุ่นที่แนะนำสำหรับบาร์กาแฟคือ Grolia หรือ Plus 4U</li>
<li><strong>Sanremo</strong> อีกแบรนด์จากอิตาลี แม้จะเป็นโรงงานเล็กๆ และผมมีโอกาสได้สัมผัสน้อยมาก แต่ต้องกล่าวถึงเพราะผู้นำเข้าคือ <a href="http://www.espressoman.net/home/index.php">espresso man</a> โดยคุณตู๋ผู้คร่ำหวอดวงการเอสเปรสโซเมืองไทยมายาวนาน เรียกว่าถ้าคุณตู๋เลือกมาแล้วย่อมรับประกันคุณภาพและเชื่อใจในบริการหลังขายได้แน่นอน อยู่ที่ว่าท่านถูกชะตากับรูปโฉมเครื่องหรือไม่</li>
<li><strong>La Marzocco</strong> โรงงานเล็กๆ ที่สามารถสร้างแบรนด์ให้เข้าไปอยู่ในใจใครหลายคนและสามารถสร้างแฟนคลับในกลุ่มคนทำกาแฟสมัยใหม่ไปทั่วโลก เป็นเครื่องที่เราใช้อยู่ทั้งที่<a href="https://www.facebook.com/media/set/?set=a.659214830778005.1073741827.131214636911363&amp;type=1&amp;l=60f5fbdd24" target="_blank">บาร์กาแฟและที่โรงงาน</a> จุดเด่นของ Marzocco คือสร้างเครื่องด้วยมือและปราณีตมาก มีการวางพื้นฐานของเครื่องด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองโดดเด่นที่สุดคือระบบ dual boiler และหัวกรุ๊ปแบบ Saturated ที่ทำกาแฟออกมาได้สดใสเห็นรายละเอียดครบถ้วน product range ของ Marzocco มีเพียงเครื่องระดับไฮเอนด์กับเครื่องในฝันเท่านั้น ในเมืองไทยนำเข้าโดย<a href="http://www.boncafe.co.th/prods/equipment/lamarzocco-th.html">บริษัทบอนกาแฟ</a> และมีดีลเลอร์ช่วยขายให้หลายรายเช่นบริษัท<a title="la marzocco" href="http://www.pnfcoffee.com/product02.php" target="_blank">กาแฟพีแอนด์เอฟ</a> และ  <a href="http://www.bluekoff.com/product/?xID=219">บริษัทกาแฟบลูคอฟ</a></li>
<li><strong>Kees van der Westen</strong> อันนี้ไม่ได้มาจากอิตาลีและไม่ใช่ชื่อแบรนด์แต่เป็นชื่อศิลปินผู้สร้างเครื่องเอสเปรสโซระดับเทพชาวฮอลแลนด์ ที่ต้องกล่าวชื่อ Kees ไว้ก่อนเพราะเขาทำไว้หลายโปรเจค ทุกโปรเจคได้รับการยอมรับจากนักชงชั้นนำทั่วโลก ทั้ง Mirage Speedster และล่าสุดคือ Spirit เครื่องของ Kees ในเมืองไทยเรานำเข้าโดย <a href="http://happyespresso.net/mirage/" target="_blank">Happy Espresso</a></li>
</ol>
<p>เท่านี้ก่อนนะครับ เอามากองไว้ก่อนให้ชื่อผ่านหู แต่อย่างที่กล่าวไว้ มันยังมีเครื่องชงอีกหลายแบรนด์หลายรุ่นมีทั้งที่คุณภาพดีและไม่ดี น่าใช้และไม่น่าใช้ สำหรับ 7 แบรนด์ที่ผมเลือกมาพูดถึงไว้นั้น ผมพิจารณาในแง่ของชื่อเสียงหรือ reputation ของแบรนด์บวกกับประสิทธิภาพของเครื่องและสังเกตว่าจะจำเพาะเครื่องระดับมืออาชีพสำหรับร้านกาแฟที่จริงจังเสียส่วนใหญ่ หมายความว่าถ้าผมจะต้องเลือกเครื่องไว้ใช้เอง แบรนด์ที่อยู่ในใจอันดับต้นๆ คงไม่พ้นผู้ผลิตทั้ง 7 รายนี้ แต่ทั้งนี้อย่าลืมว่าความรู้และประสบการณ์ของผมนั้นจำกัดด้วยเหตุว่าไม่ได้เป็นดีลเลอร์ขายเครื่องมานานมากแล้ว ได้สัมผัสเครื่องชงแบบจริงๆ จังๆ จากการใช้งานจริงไม่กี่รุ่นเท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่รวมถึงตัวดีลเลอร์ซึ่งมีชื่อเสียงในการบริการหลังการขายแตกต่างกันไป แต่นำมาเรียบเรียงไว้พอเป็นข้อมูลเพื่อไม่ให้มือใหม่เคว้งคว้างจนเกินไป</p>
<p>ขอให้ได้เครื่องที่ถูกใจไว้ใช้งานกันนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2012/04/espresso-machine/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>12</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เครื่องชงกาแฟ Marzocco Mistral original series</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2012/04/marzocco-mistral/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2012/04/marzocco-mistral/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Apr 2012 02:21:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เครื่องชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[Marzocco]]></category>
		<category><![CDATA[Mistral]]></category>
		<category><![CDATA[ลามาร์ซอคโก้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=1416</guid>
		<description><![CDATA[โปรเจค Mistral เกิดจากมิตรภาพของผู้ยิ่งใหญ่ในโลกเอสเปรสโซสองคนคือ Kent Bakke (ซีอีโอของ Marzocco International) และ Kee van der Westen ด้วยแรงบันดาลใจอย่างไรไม่ทราบได้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเทคโนโลยีของมาร์ซอคโก้แบรนด์เครื่องชงจากโรงงานเล็กๆ ในฟิเรนเซ่ที่ได้รับความนับถือจากบาริสต้าชั้นนำทั่วโลก ได้ถูกนำมาเรียบเรียงและจัดวางใหม่ด้วยการดีไซน์และเก็บรายละเอียดด้วยมือของผู้สร้างเครื่องชงกาแฟระดับอัจฉริยะชาวดัทช์นามคีวานเดอร์เวสเท่น Mistral เครื่องแรกผลิตขึ้นในปี 1995 โดยแบบ 2 หัวกรุ๊ปเรียกดูเอท และแบบ 3 หัวกรุ๊ปเรียกทริปเพล็ท (Triplette) อาจมีบางเครื่องที่เป็น 4 หรือ 5 หัวกรุ๊ปซึ่งสั่งทำพิเศษ เครื่องสุดท้ายของซีรีส์นี้สิ้นสุดการผลิตลงในปี 2004 ตลอดเกือบสิปปีมีมิสทรัลที่ผลิตออกไปรวมทั้งหมดเพียง 116 เครื่อง กระจายไปอยู่ตามร้านกาแฟชั้นนำทั่วโลก จนกระทั่ง Mistral ซีรี่ส์ปัจจุบันได้ถูกออกแบบขึ้นมาแทนโดยมาร์ซอคโกซื้อลิขสิทธ์การออกแบบจาก Kee ไปและนำไปผลิตเอง ความพิเศษของ Mistral ซีรี่ส์แรกจึงกลายเป็นเครื่องระดับตำนานเพราะมันคือมาร์ซอคโกที่ผลิตด้วยมือของคีซึ่งมีเพียงร้อยกว่าเครื่องเท่านั้น ในฐานะโรงคั่วและร้านกาแฟเล็กๆ อย่างซีททูคัพ นี่คือความภูมิใจและสร้างความปลาบปลื้มอย่างมากครับ ที่โชคดีมีคนปล่อยเครื่องนี้ออกมาในจังหวะที่เราสามารถซื้อได้พอดี เพราะมันกลายเป็นของสะสมที่หายากอย่างหนึ่งไปแล้วและมีราคาค่าตัวสูงมาก เรานำมารื้อ ล้าง เปลี่ยนอะไหล่ที่จำเป็นและประกอบใหม่ทั้งหมด เพื่อปลุกประสิทธิภาพของเครื่องให้กลับมาได้มากที่สุด ใช้เวลาปรับจูนรายละเอียดต่างๆ จนคิดว่าตอนนี้น่าจะได้กาแฟที่พอใช้ได้แล้วครับ ต้องขอขอบคุณพี่ไนซ์กาแฟพีแอนด์เอฟเช่นเคย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โปรเจค Mistral เกิดจากมิตรภาพของผู้ยิ่งใหญ่ในโลกเอสเปรสโซสองคนคือ Kent Bakke (ซีอีโอของ Marzocco International) และ <a href="http://www.keesvanderwesten.com/earlier-work-mistral.html">Kee van der Westen</a> ด้วยแรงบันดาลใจอย่างไรไม่ทราบได้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเทคโนโลยีของมาร์ซอคโก้แบรนด์เครื่องชงจากโรงงานเล็กๆ ในฟิเรนเซ่ที่ได้รับความนับถือจากบาริสต้าชั้นนำทั่วโลก ได้ถูกนำมาเรียบเรียงและจัดวางใหม่ด้วยการดีไซน์และเก็บรายละเอียดด้วยมือของผู้สร้างเครื่องชงกาแฟระดับอัจฉริยะชาวดัทช์นามคีวานเดอร์เวสเท่น</p>
<p><img class="alignnone" title="mistral original series" src="http://www.seat2cup.com/images/mistral-mb.jpg" alt="" width="472" height="630" /></p>
<p><span id="more-1416"></span></p>
<p>Mistral เครื่องแรกผลิตขึ้นในปี 1995 โดยแบบ 2 หัวกรุ๊ปเรียกดูเอท และแบบ 3 หัวกรุ๊ปเรียกทริปเพล็ท (Triplette) อาจมีบางเครื่องที่เป็น 4 หรือ 5 หัวกรุ๊ปซึ่งสั่งทำพิเศษ เครื่องสุดท้ายของซีรีส์นี้สิ้นสุดการผลิตลงในปี 2004 ตลอดเกือบสิปปีมีมิสทรัลที่ผลิตออกไปรวมทั้งหมดเพียง 116 เครื่อง กระจายไปอยู่ตามร้านกาแฟชั้นนำทั่วโลก จนกระทั่ง Mistral ซีรี่ส์ปัจจุบันได้ถูกออกแบบขึ้นมาแทนโดยมาร์ซอคโกซื้อลิขสิทธ์การออกแบบจาก Kee ไปและนำไปผลิตเอง ความพิเศษของ Mistral ซีรี่ส์แรกจึงกลายเป็นเครื่องระดับตำนานเพราะมันคือมาร์ซอคโกที่ผลิตด้วยมือของคีซึ่งมีเพียงร้อยกว่าเครื่องเท่านั้น</p>
<p>ในฐานะโรงคั่วและร้านกาแฟเล็กๆ อย่างซีททูคัพ นี่คือความภูมิใจและสร้างความปลาบปลื้มอย่างมากครับ ที่โชคดีมีคนปล่อยเครื่องนี้ออกมาในจังหวะที่เราสามารถซื้อได้พอดี เพราะมันกลายเป็นของสะสมที่หายากอย่างหนึ่งไปแล้วและมีราคาค่าตัวสูงมาก เรานำมารื้อ ล้าง เปลี่ยนอะไหล่ที่จำเป็นและประกอบใหม่ทั้งหมด เพื่อปลุกประสิทธิภาพของเครื่องให้กลับมาได้มากที่สุด ใช้เวลาปรับจูนรายละเอียดต่างๆ จนคิดว่าตอนนี้น่าจะได้กาแฟที่พอใช้ได้แล้วครับ</p>
<p>ต้องขอขอบคุณพี่ไนซ์กาแฟพีแอนด์เอฟเช่นเคย ที่ช่วยเป็นธุระให้ตั้งแต่การเสาะหาเครื่อง นำเข้า หาอะไหล่ และฟื้นฟูสภาพเครื่อง จนโปรเจคนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอบคุณครับ</p>
<p><img class="alignnone" title="mistral current series" src="http://www.seat2cup.com/images/mistral-c.jpg" alt="" width="472" height="630" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><iframe src="http://www.youtube.com/embed/q4CmZ-ALcQc" frameborder="0" width="420" height="315"></iframe></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2012/04/marzocco-mistral/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความลี้ลับในการชงเอสเปรสโซ</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2011/10/espresso-preinfusion/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2011/10/espresso-preinfusion/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Oct 2011 17:25:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสเปรสโซ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=1285</guid>
		<description><![CDATA[ด้วยเหตุที่เพิ่งได้เครื่อง reneka viva s กลับมาหลังจากที่ยืมเครื่อง royal vallelunga มาทดสอบได้อยู่พักหนึ่ง เวลาที่เพิ่งสับเครื่องใช้เราจะได้เห็นความแตกต่างของเครื่องค่อนข้างชัด (จริงๆ ถ้าให้ชัดต้องวางใช้คู่กันสักพัก) อารมณ์รวมๆ เมื่อสอบถามเหล่าบาริสต้าที่บาร์ของเรา ทุกคนรวมความเห็นว่าเครื่อง viva ให้ความรู้สึกที่มั่นคงมั่นใจกว่า เสียงที่เงียบกริบของปั๊มแบบ magnatic ใน viva บวกกับการประกอบที่แน่นหนามันทำให้อะไรดูดีไปหมด สิ่งที่สัมผัสตัวบาริสต้ามากที่สุดคือด้ามจับของ portafilter ที่มากับ viva เป็นยางและรูปทรงรีที่กระชับนุ่มมือช่วยให้การทำงานหนักตลอดทั้งวันมันมั่นใจและไม่เจ็บมือ ต่อเมื่อพิจารณาเฉพาะ shot espresso ที่ได้จาก viva ของเรากลับพบว่าครีมามีสีจางกว่าช็อตจากเครื่องที่สับออกไป ที่สำคัญคือความชัดเจนของกลิ่นน้อยกว่า เลยทำให้ต้องมาคิดว่าเป็นเพราะอะไร ?  ก็เลยเอาซะหน่อยครับ ลองหาอะไรปรับดู ที่อยู่ในใจตลอดเวลาคือเรื่องอุณหภูมิกับเรื่อง preinfusion แต่วันนี้เราลองที่เรื่อง preinfusion อย่างเดียวก่อน เสียดายว่าไม่ได้ถ่ายภาพครีมาก่อนปรับแต่งไว้ และภาพที่ถ่ายมาทั้งหมดใช้โทรศัพท์ถ่ายมันเลยไม่ชัดเท่าที่ควร คีย์บอร์ดที่ใช้ปรับจังหวะ preinfusion อันนี้ต้องขอยืมช่างมาครับ เพราะไม่ได้ให้มากับเครื่อง ลองปรับไปหลายแบบ โดยไม่ได้มีแนวความคิดหรือเหตุผลอะไรเท่าไหร่ จากเดิมที่ตั้งไว้คือ เปิดน้ำ 0.7 วินาที และปิดน้ำ 2.2 วินาที ยังถามตัวเองว่าทำไมต้องตั้งให้ปิดน้ำนานขนาดนั้นเลยลองปิดน้ำสั้นลงตามลำดับก็พบว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยเหตุที่เพิ่งได้เครื่อง <a href="http://www.seat2cup.com/blog/2009/08/reneka-viva-s-2009-review/" target="_blank">reneka viva s</a> กลับมาหลังจากที่ยืมเครื่อง <a href="http://www.seat2cup.com/blog/2011/09/royal-vallelunga-espresso-machine/" target="_blank">royal vallelunga</a> มาทดสอบได้อยู่พักหนึ่ง เวลาที่เพิ่งสับเครื่องใช้เราจะได้เห็นความแตกต่างของเครื่องค่อนข้างชัด (จริงๆ ถ้าให้ชัดต้องวางใช้คู่กันสักพัก) อารมณ์รวมๆ เมื่อสอบถามเหล่าบาริสต้าที่บาร์ของเรา ทุกคนรวมความเห็นว่าเครื่อง viva ให้ความรู้สึกที่มั่นคงมั่นใจกว่า เสียงที่เงียบกริบของปั๊มแบบ magnatic ใน viva บวกกับการประกอบที่แน่นหนามันทำให้อะไรดูดีไปหมด สิ่งที่สัมผัสตัวบาริสต้ามากที่สุดคือด้ามจับของ portafilter ที่มากับ viva เป็นยางและรูปทรงรีที่กระชับนุ่มมือช่วยให้การทำงานหนักตลอดทั้งวันมันมั่นใจและไม่เจ็บมือ</p>
<p><span id="more-1285"></span>ต่อเมื่อพิจารณาเฉพาะ shot espresso ที่ได้จาก viva ของเรากลับพบว่าครีมามีสีจางกว่าช็อตจากเครื่องที่สับออกไป ที่สำคัญคือความชัดเจนของกลิ่นน้อยกว่า เลยทำให้ต้องมาคิดว่าเป็นเพราะอะไร ? </p>
<p><img src="http://www.seat2cup.com/images/prebrew6.jpg" alt="" width="454" height="340" /></p>
<p>ก็เลยเอาซะหน่อยครับ ลองหาอะไรปรับดู ที่อยู่ในใจตลอดเวลาคือเรื่องอุณหภูมิกับเรื่อง <a href="http://www.seat2cup.com/blog/2011/01/preinfusion/" target="_blank">preinfusion</a> แต่วันนี้เราลองที่เรื่อง preinfusion อย่างเดียวก่อน เสียดายว่าไม่ได้ถ่ายภาพครีมาก่อนปรับแต่งไว้ และภาพที่ถ่ายมาทั้งหมดใช้โทรศัพท์ถ่ายมันเลยไม่ชัดเท่าที่ควร</p>
<p><img src="http://www.seat2cup.com/images/prebrew5.jpg" alt="" width="454" height="340" /></p>
<p>คีย์บอร์ดที่ใช้ปรับจังหวะ preinfusion อันนี้ต้องขอยืมช่างมาครับ เพราะไม่ได้ให้มากับเครื่อง</p>
<p><img class="alignnone" title="prebrew" src="http://www.seat2cup.com/images/prebrew1.jpg" alt="" width="454" height="340" /></p>
<p>ลองปรับไปหลายแบบ โดยไม่ได้มีแนวความคิดหรือเหตุผลอะไรเท่าไหร่ จากเดิมที่ตั้งไว้คือ เปิดน้ำ 0.7 วินาที และปิดน้ำ 2.2 วินาที ยังถามตัวเองว่าทำไมต้องตั้งให้ปิดน้ำนานขนาดนั้นเลยลองปิดน้ำสั้นลงตามลำดับก็พบว่า กลิ่นของเอสเปรสโซเปลี่ยนไปเรื่อย จนมาลงตัวที่ เปิดน้ำ 0.6 และปิดน้ำ 1.2 วินาที</p>
<p><img src="http://www.seat2cup.com/images/prebrew4.jpg" alt="" width="454" height="340" /></p>
<p><img class="alignnone" src="http://www.seat2cup.com/images/prebrew3.jpg" alt="" width="454" height="340" /></p>
<p><img title="prebrew" src="http://www.seat2cup.com/images/prebrew2.jpg" alt="" width="454" height="340" /></p>
<p>ครีมาสีเข้มขึ้น กลิ่นหอมชัดเจนขึ้น จาก S2C espresso blend ที่คุ้นเคยดี เราได้ toast ชัดหน่อยอาจเพราะกาแฟยังค่อนข้างใหม่ แต่ที่ได้เพิ่มเติมจากตอนแรกชัดขึ้นคือพวกผลไม้ เรซิน และเครื่องเทศ  ซึ่งโดยรวมน่าจะใกล้เคียงเอสเปรสโซที่ผ่านหัว e61 จาก vallelunga แล้ว</p>
<p>เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยเกิดขึ้น แต่บางทีความเคยชินก็ทำให้เราเพิกเฉยหรือมองข้ามอะไรบางอย่างไป การ dial in หรือปรับแต่งทุกอย่างที่เรามีให้เข้ากันลงตัวนั้นมันไม่มีสูตรสำเร็จที่จะถามจากใครได้เพราะแต่ละคนยูนีกคือมีสิ่งต่างๆ ทั้งเครื่องชงเครื่องบด น้ำ กาแฟ เทคนิกการชง และฯลฯ ไม่เหมือนกัน สิ่งที่เกิดขึ้นตอนที่น้ำสัมผัสกาแฟใน portafilter ของการชงเอสเปรสโซสำหรับผมและหลายคนยังถือเป็นเรื่องลี้ลับ ที่ต้องลองผิดลองถูกโดยใช้ประสบการณ์และทักษะการชิมเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุม</p>
<p>เรื่องการตั้งจังหวะการ preinfusion มีฐานความคิดที่ต้องการให้กาแฟพองตัวรอการสกัดที่แรงดันน้ำสูงเพื่อการสกัดที่สม่ำเสมอ แต่ไม่มีใครบอกได้ว่ามันควรเป็นเท่าไหร่แน่</p>
<p>เอสเปรสโซที่ดีบางทีก็มาจากแรงบันดาลใจมากกว่าความรู้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2011/10/espresso-preinfusion/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กลไกเครื่องชงกาแฟ</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2010/07/heat-exchange/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2010/07/heat-exchange/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Jul 2010 19:12:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เครื่องชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[heat exchange]]></category>
		<category><![CDATA[ฮีทเอกซ์เชนจ์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องเอสเปรสโซ]]></category>
		<category><![CDATA[แลกเปลี่ยนความร้อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=963</guid>
		<description><![CDATA[เรามีแนวคิดในการเลือกเครื่องเอสเปรสโซคร่าวๆ แล้ว สำหรับมือใหม่ควรทำความเข้าใจกลไกหรือไฮโดรลิกของเครื่องเอสเปรสโซสักเล็กน้อย โดยเฉพาะระบบแลกเปลี่ยนความร้อนซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันกว้างขวางที่สุด จากไดอะแกรมข้างบนนี้ จะเห็นว่าภายในเครื่องเอสเปรสโซระบบแลกเปลี่ยนความร้อนนั้น มีส่วนประกอบสำคัญอย่างน้อย 2 ส่วนคือ หม้อต้มน้ำ (ที่เห็นกลมๆ ลูกใหญ่) และ ปั้มน้ำ หลักการทำงานของเครื่องแบบนี้ง่ายมาก คือในหม้อต้มน้ำจะมีฮีทเตอร์คอยต้มน้ำให้ร้อนประมาณ 115-120 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้เกิดความดันในหม้อต้มราว 0.7-1.2 บาร์ โดยจะสอดกระบอกทองแดงเปล่าๆ ไว้ภายใน และเชื่อมต่อกระบอกนี้ไปยังหัวกรุ๊ปชงกาแฟ การชงกาแฟแต่ละครั้งจะเริ่มจากเมื่อเรากดปุ่มทำกาแฟ ปั้มน้ำจะดูดน้ำจากแหล่งน้ำเข้ามา(ที่เห็นเป็นเส้นสีฟ้า) แล้วอัดเข้าไปในกระบอกซึ่งฝังตัวอยู่ในหม้อต้มน้ำดัวยความดันประมาณ 9 บาร์ น้ำที่ถูกอัดเข้ามาจะรับความร้อนจากภายในหม้อต้ม ทำให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเมื่อเดินทางมาถึงที่หัวกรุ๊ปชงกาแฟน้ำเหล่านี้จะมีอุณภูมิสูงถึง 90 C ซึ่งสามารถชงกาแฟเอสเปรสโซได้พอดี ที่เรียกว่าแลกเปลี่ยนความร้อนนั้น น่าจะเนื่องจากน้ำที่เราใช้ชงกาแฟไม่ได้ถูกต้มโดยตรง แต่เราไปต้มน้ำอื่นก่อนแล้วค่อยเอาความร้อนนั้นมาทำให้น้ำชงกาแฟร้อน จะเห็นว่าไฮโดรลิคแบบนี้เรียบง่าย สะดวกสบาย หากต่อท่อออกมาจากหม้อต้มจะให้ไอน้ำสำหรับอุ่นนม และน้ำร้อนสำหรับชงชาหรือกาแฟอเมริกาโน่ ซึ่งเราสามารถใช้งานไปพร้อมๆ กันได้ทั้งสามส่วน คือชงกาแฟ สตีมนม และปล่อยน้ำร้อนไปด้วย นอกจากนี้ยังเชื่อว่าน้ำที่ใช้ชงกาแฟนั้นเป็นน้ำที่สดใหม่ทุกครั้ง และอุณหภูมิไม่เคยถึงจุดเดือด ว่ากันว่าให้น้ำที่ &#8220;หวาน&#8221; และทำเอสเปรสโซได้อร่อยกว่า อีกทั้งน้ำชงกาแฟยังไม่ต้องสัมผัสกับฮีทเตอร์จึงไม่มีปฏิกริยาเคมีบางอย่างที่เราไม่ต้องการ ความเข้าใจในระบบแลกเปลี่ยนความร้อนนี้จะนำมาซึ่งความเข้าใจในเรื่องอื่นๆ อีกหลายประการ เช่นเราสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าอุณหภูมิของน้ำที่ใช้ชงกาแฟนั้นมีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิในหม้อต้มน้ำโดยตรง เสถียรภาพของอุณหภูมิน้ำชงขึ้นกับเสถียรภาพของอุณหภูมิในหม้อต้ม เราจึงสังเกตได้ว่าเครื่องเอสเปรสโซสำหรับใช้งานหนักนั้นจะมีหม้อต้มน้ำขนาดใหญ่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรามีแนวคิดใน<a href="http://www.seat2cup.com/blog/2008/09/mc4-coffeebar/" target="_blank">การเลือกเครื่องเอสเปรสโซ</a>คร่าวๆ แล้ว สำหรับมือใหม่ควรทำความเข้าใจกลไกหรือไฮโดรลิกของเครื่องเอสเปรสโซสักเล็กน้อย โดยเฉพาะระบบแลกเปลี่ยนความร้อนซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันกว้างขวางที่สุด<span id="more-963"></span></p>
<p><img class="alignnone" title="heat exchange system" src="http://www.seat2cup.com/images/HX.jpg" alt="" width="500" height="369" /></p>
<p>จากไดอะแกรมข้างบนนี้ จะเห็นว่าภายในเครื่องเอสเปรสโซระบบแลกเปลี่ยนความร้อนนั้น มีส่วนประกอบสำคัญอย่างน้อย 2 ส่วนคือ หม้อต้มน้ำ (ที่เห็นกลมๆ ลูกใหญ่) และ ปั้มน้ำ</p>
<p>หลักการทำงานของเครื่องแบบนี้ง่ายมาก คือในหม้อต้มน้ำจะมีฮีทเตอร์คอยต้มน้ำให้ร้อนประมาณ 115-120 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้เกิดความดันในหม้อต้มราว 0.7-1.2 บาร์ โดยจะสอดกระบอกทองแดงเปล่าๆ ไว้ภายใน และเชื่อมต่อกระบอกนี้ไปยังหัวกรุ๊ปชงกาแฟ การชงกาแฟแต่ละครั้งจะเริ่มจากเมื่อเรากดปุ่มทำกาแฟ ปั้มน้ำจะดูดน้ำจากแหล่งน้ำเข้ามา(ที่เห็นเป็นเส้นสีฟ้า) แล้วอัดเข้าไปในกระบอกซึ่งฝังตัวอยู่ในหม้อต้มน้ำดัวยความดันประมาณ 9 บาร์ น้ำที่ถูกอัดเข้ามาจะรับความร้อนจากภายในหม้อต้ม ทำให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเมื่อเดินทางมาถึงที่หัวกรุ๊ปชงกาแฟน้ำเหล่านี้จะมีอุณภูมิสูงถึง 90 C ซึ่งสามารถชงกาแฟเอสเปรสโซได้พอดี</p>
<p>ที่เรียกว่าแลกเปลี่ยนความร้อนนั้น น่าจะเนื่องจากน้ำที่เราใช้ชงกาแฟไม่ได้ถูกต้มโดยตรง แต่เราไปต้มน้ำอื่นก่อนแล้วค่อยเอาความร้อนนั้นมาทำให้น้ำชงกาแฟร้อน</p>
<p>จะเห็นว่าไฮโดรลิคแบบนี้เรียบง่าย สะดวกสบาย หากต่อท่อออกมาจากหม้อต้มจะให้ไอน้ำสำหรับอุ่นนม และน้ำร้อนสำหรับชงชาหรือกาแฟอเมริกาโน่ ซึ่งเราสามารถใช้งานไปพร้อมๆ กันได้ทั้งสามส่วน คือชงกาแฟ สตีมนม และปล่อยน้ำร้อนไปด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ยังเชื่อว่าน้ำที่ใช้ชงกาแฟนั้นเป็นน้ำที่สดใหม่ทุกครั้ง และอุณหภูมิไม่เคยถึงจุดเดือด ว่ากันว่าให้น้ำที่ &#8220;หวาน&#8221; และทำเอสเปรสโซได้อร่อยกว่า อีกทั้งน้ำชงกาแฟยังไม่ต้องสัมผัสกับฮีทเตอร์จึงไม่มีปฏิกริยาเคมีบางอย่างที่เราไม่ต้องการ</p>
<p><img class="alignnone" title="boiler" src="http://www.seat2cup.com/images/boiler1.jpg" alt="" width="466" height="333" /></p>
<p>ความเข้าใจในระบบแลกเปลี่ยนความร้อนนี้จะนำมาซึ่งความเข้าใจในเรื่องอื่นๆ อีกหลายประการ เช่นเราสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าอุณหภูมิของน้ำที่ใช้ชงกาแฟนั้นมีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิในหม้อต้มน้ำโดยตรง เสถียรภาพของอุณหภูมิน้ำชงขึ้นกับเสถียรภาพของอุณหภูมิในหม้อต้ม เราจึงสังเกตได้ว่าเครื่องเอสเปรสโซสำหรับใช้งานหนักนั้นจะมีหม้อต้มน้ำขนาดใหญ่ และมีฮีทเตอร์ต้มน้ำที่กำลังสูงตามกันไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้สามารถรักษาเสถียรภาพของอุณหภูมิได้ดีกว่า แต่ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับการออกแบบในส่วนอื่นๆ ที่เหลือด้วย ที่จะสามารถทำให้การชงมีความสม่ำเสมอที่สุด เรื่องนี้ผู้ผลิตแต่ละรายจึงอาจสามารถผลิตเครื่องที่มีประสิทธิภาพได้แตกต่างกันไป</p>
<p>นอกจากนี้การที่กระบอกแลกเปลี่ยนความร้อนฝังอยู่ในหม้อต้มน้ำซึ่งมีอุณหภูมิสูงมาก ดังนั้นการชงกาแฟจากเครื่องลักษณะนี้เราจะต้องไล่น้ำก่อนชงเสมอ (ที่เรียก cooling flush) เนื่องจากในขณะที่เครื่องไม่ถูกใช้งานนั้นจะมีน้ำจำนวนหนึ่งค้างอยู่ในกระบอกแลกเปลี่ยนความร้อนทำให้น้ำเหล่านี้มีอุณภูมิสูงเกินไป หากไม่ไล่ออกก่อนจะทำให้กาแฟที่สกัดได้มีลักษณะของการถูกสกัดมากเกินไป เช่นขมไหม้ มีกลิ่นควัน ต่อเมื่อมีการใช้งานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ความจำเป็นในการไล่น้ำทิ้งจึงลดความสำคัญลงไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2010/07/heat-exchange/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>23</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>reneka viva s 2009 &#124; review</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2009/08/reneka-viva-s-2009-review/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2009/08/reneka-viva-s-2009-review/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 03 Aug 2009 16:38:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เครื่องชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[วีว่าเอส]]></category>
		<category><![CDATA[เรเนก้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=579</guid>
		<description><![CDATA[ร้านซีทฯ ที่ชาญอิสสระ 2 ใช้เครื่องชงเรเนก้า วีว่าเอส 710 มาตั้งแต่เปิดร้านเมื่อปลายปี 2006 ถึงวันนี้ยังไม่สามปีดีครับ ที่จริงเราไม่มีแผนและไม่มีงบซื้อเครื่องใหม่ แต่มาได้ข้อเสนอที่พิเศษจริงๆ จึงตัดสินใจเปลี่ยน ผมเล่าให้ฟังแบบคร่าวๆ ได้ว่า วีว่าเอส เวอร์ชั่น 2009 นี้ ยังคงพื้นฐานโครงสร้างและระบบไฮโครลิกของวีว่าเอสตัวเดิมเกือบทั้งหมด เช่น กระบอกแลกเปลี่ยนความร้อนอยู่ในแนวนอน เชื่อมติดหัวกรุ๊ปกับหม้อต้มน้ำ คุมความร้อนหม้อต้มน้ำด้วย PID ออกแบบให้โฟลมิเตอร์อยู่บริเวณน้ำเย็น ใช้ปั๊มแบบ magnatic เสียงเดินเงียบสไตล์เครื่องระดับไฮเอนด์ มี eco mode เพื่อ standby เครื่อง 24 ชั่วโมง ตั้งจังหวะการ pre infusion ได้ และ ฯลฯ ส่วนเพิ่มเติมสำคัญที่มีมาให้ในเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ได้แก่ความพยายามในการลดจุดอ่อนของเครื่องแบบแลกเปลี่ยนความร้อนทั่วๆ ไป ที่อุณหภูมิของน้ำชงกาแฟจะสัมพันธ์โดยตรงกับอุณหภูมิในหม้อต้มน้ำ หมายความว่าถ้าเราตั้งอุณหภูมิหม้อต้มน้ำไว้สูงเท่าไหร่ อุณหภูมิของน้ำชงกาแฟจะสูงตามกันไป ซึ่งเดิมทีไม่เป็นปัญหามากเนื่องจากในอิตาลี ผู้คนนิยมดื่มเอสเปรสโซกันมากกว่ากาแฟนม จนกระทั่งในยุคปัจจุบันนี้ที่เครื่องดื่มเอสเปรสโซแพร่หลายและได้รับความนิยมไปทั่วโลก และเมนูกาแฟนมอย่างแคปปูชิโน่ หรือกาแฟลาเต้ดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากกว่า ดังนั้นการสตีมนมจึงมีความสำคัญมากขึ้น อย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาเราอาจสังเกตได้ว่าในบาร์กาแฟชั้นนำนิยมใช้เครื่องเอสเปรสโซแบบที่หม้อต้มสำหรับสตีมแยกกันกับหม้อต้มสำหรับชงกาแฟ ทำให้สามารถตั้งอุณหภูมิหม้อต้มน้ำอิสสระจากกันได้ตามความต้องการ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ร้านซีทฯ ที่ชาญอิสสระ 2 ใช้เครื่องชงเรเนก้า วีว่าเอส 710 มาตั้งแต่เปิดร้านเมื่อปลายปี 2006 ถึงวันนี้ยังไม่สามปีดีครับ ที่จริงเราไม่มีแผนและไม่มีงบซื้อเครื่องใหม่ แต่มาได้ข้อเสนอที่พิเศษจริงๆ จึงตัดสินใจเปลี่ยน</p>
<p><span id="more-579"></span>ผมเล่าให้ฟังแบบคร่าวๆ ได้ว่า <a href="http://www.reneka.com/76.149.0.0.1.0.phtml" target="_blank">วีว่าเอส เวอร์ชั่น 2009</a> นี้ ยังคงพื้นฐานโครงสร้างและระบบไฮโครลิกของวีว่าเอสตัวเดิมเกือบทั้งหมด เช่น กระบอกแลกเปลี่ยนความร้อนอยู่ในแนวนอน เชื่อมติดหัวกรุ๊ปกับหม้อต้มน้ำ คุมความร้อนหม้อต้มน้ำด้วย PID ออกแบบให้โฟลมิเตอร์อยู่บริเวณน้ำเย็น ใช้ปั๊มแบบ magnatic เสียงเดินเงียบสไตล์เครื่องระดับไฮเอนด์ มี eco mode เพื่อ standby เครื่อง 24 ชั่วโมง ตั้งจังหวะการ pre infusion ได้ และ ฯลฯ</p>
<p>ส่วนเพิ่มเติมสำคัญที่มีมาให้ในเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ได้แก่ความพยายามในการลดจุดอ่อนของเครื่องแบบแลกเปลี่ยนความร้อนทั่วๆ ไป ที่อุณหภูมิของน้ำชงกาแฟจะสัมพันธ์โดยตรงกับอุณหภูมิในหม้อต้มน้ำ หมายความว่าถ้าเราตั้งอุณหภูมิหม้อต้มน้ำไว้สูงเท่าไหร่ อุณหภูมิของน้ำชงกาแฟจะสูงตามกันไป ซึ่งเดิมทีไม่เป็นปัญหามากเนื่องจากในอิตาลี ผู้คนนิยมดื่มเอสเปรสโซกันมากกว่ากาแฟนม จนกระทั่งในยุคปัจจุบันนี้ที่เครื่องดื่มเอสเปรสโซแพร่หลายและได้รับความนิยมไปทั่วโลก และเมนูกาแฟนมอย่างแคปปูชิโน่ หรือกาแฟลาเต้ดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากกว่า ดังนั้นการสตีมนมจึงมีความสำคัญมากขึ้น อย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาเราอาจสังเกตได้ว่าในบาร์กาแฟชั้นนำนิยมใช้เครื่องเอสเปรสโซแบบที่หม้อต้มสำหรับสตีมแยกกันกับหม้อต้มสำหรับชงกาแฟ ทำให้สามารถตั้งอุณหภูมิหม้อต้มน้ำอิสสระจากกันได้ตามความต้องการ</p>
<p>วีว่า เอส เวอร์ชั่นนี้ ไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการแยกหม้อต้มน้ำออกจากกัน ผู้ผลิตยังคงเลือกใช้ระบบแลกเปลี่ยนความร้อนเช่นเดิม แต่ใช้วิธีควบคุมปริมาณน้ำเย็นที่ใช้ชงกาแฟด้วยการใช้วาล์วเปิดปิด ที่น่าจะเป็นเทคนิคเดียวกันที่เครื่องไฮเอนด์อย่าง <a href="http://emblema.faema.com/" target="_blank">emblema</a> ของ faema เลือกใช้ หมายความว่าเราสามารถตั้งอุณหภูมิหม้อต้มน้ำได้สูงเท่าที่ต้องการ และมาลดความร้อนของน้ำชงกาแฟด้วยการเปิดน้ำเย็นเข้ามาให้มากขึ้น เป็นการแก้ปัญหาง่ายๆ แต่ได้ผลดี และยังสามารถรักษาคุณงามความดีของเครื่องแบบแลกเปลี่ยนความร้อนไว้ได้ทั้งหมด ส่วนอุณหภูมิของหัวกรุ๊ปที่จะสูงเกินไปยังใช้วิธีหล่อด้วยน้ำเย็นเป็นการระบายความร้อน เรื่องพวกนี้ถ้าอ่านแล้วงงๆ ให้ข้ามไปครับไม่ได้สลักสำคัญอะไรมาก มาดูรูปกันดีกว่าครับ</p>
<p><img class="alignnone" title="temp adjust" src="http://www.seat2cup.com/images/tempadjustb.jpg" alt="" width="504" height="378" /></p>
<p>ปุ่มที่เป็น knob ข้างๆ หัวกรุ๊ปนี่ล่ะครับตัวสำคัญ เอาไว้ปรับปริมาณน้ำเย็น หรือพูดง่ายๆ คือเอาไว้ปรับอุณหภูมิน้ำชงกาแฟของแต่ละหัวกรุ๊ป วิธีที่โรงงานแนะนำคือให้นับรอบเอาครับว่าหมุนไปกี่รอบ มีตารางเทียบให้ว่าแต่ละรอบอุณหภูมิจะเปลี่ยนไปประมาณกี่องศา แต่โรงงานไม่ได้ทำเครื่องหมายที่ตัว knob มาให้ เราเลยใช้สติกเกอร์ติดทำเครื่องหมายไว้ (ที่เห็นแถบสีขาวๆ นั่นล่ะครับ)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="alignnone" title="reneka temp adjust" src="http://www.seat2cup.com/images/tempadjustc.jpg" alt="" width="504" height="378" /></p>
<p>การปรับต้องเปิดฝาด้านหน้าและสอดมือเข้าไป อาจจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่บางครั้งอาจโดนหัวกรุ๊ปลวกมือบ้าง แต่ก็พอใช้การได้ครับ วิธี set ง่ายๆ เราจะใช้ key board ตั้งอุณหภูมิในหม้อต้มน้ำให้สูงเท่าที่ต้องการก่อน กรณีนี้ผมตั้งไว้ที่ 122 C (ด้วย PID) ซี่งทำให้สตีมแห้งและนมเนียนแน่นมากแล้ว จากที่เครื่องเก่าเราตั้งไว้ที่ 117 C ให้โฟมนมที่ไม่เนียนแห้งเท่า  จากนั้นจึงมาหมุน knob ปรับน้ำเย็นโดยหมุนทวนเข็มนาฬิกาจนสุดทั้งสองหัวชง เพื่อเป็นการเปิดน้ำเย็นให้เข้ามากที่สุดแล้วจึงชงกาแฟชิม หากรู้สึกว่าน้ำชงเย็นเกินไปจึงค่อยๆ หมุนตามเข็มกลับมาทีละรอบจนกว่าจะได้อุณหภูมิชงกาแฟที่พอใจ และสามารถตั้งทั้งสองหัวให้อุณหภูมิต่างกันได้อิสสระ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="alignnone" title="reneka anti pic system" src="http://www.seat2cup.com/images/antipica.jpg" alt="" width="504" height="378" /> </p>
<p>โดยปกติหัวกรุ๊ปจะเชื่อมต่อเข้ากับหม้อต้ม เมื่ออุณหภูมิหม้อสูงกว่าเดิมผู้ผลิตจึงต้องลดความร้อนด้วยเทคนิค anti peak ด้วยการเสริมอุปกรณ์ระบายความร้อนเข้าไป เข้าใจว่ามีการใช้น้ำเย็นเข้ามาช่วยด้วย (อันนี้ยังไม่ถามไปนะครับ เดาเอาเอง) ดังที่เห็นในภาพด้านขวามือ ที่ชี้อยู่นั้นเป็น anti peak ที่ติดมาในเวอร์ชั่น 2009 นี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="alignnone" title="reneka powerful steamer" src="http://www.seat2cup.com/images/steama.jpg" alt="" width="504" height="378" /> </p>
<p>สตีมแรง และแห้ง เพื่อโฟมนมที่เนียนนุ่มกว่า ไม่แพ้เครื่องแบบหม้อต้มน้ำหลายใบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="alignnone" title="reneka espresso shot" src="http://www.seat2cup.com/images/crema09a.jpg" alt="" width="504" height="378" /> </p>
<p>ในขณะที่ espresso shot ยังยอดเยี่ยมเหมือนเดิม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="alignnone" title="reneka new driptray" src="http://www.seat2cup.com/images/driptraya.jpg" alt="" width="504" height="378" /> </p>
<p>เล็กๆ น้อยๆ ที่เปลี่ยนไปคือ ตระแกรงที่ drip tray ซึ่งเดิมเป็นแสตนเลสแผ่นเจาะรู แลดูสกปรกง่ายกว่า แต่ตัวใหม่ให้มาเป็นตะแกรงครับ ดูสะอาดขึ้นแม้จะใช้งานหนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img class="alignnone" title="reneka stop watch" src="http://www.seat2cup.com/images/watcha.jpg" alt="" width="504" height="378" /> </p>
<p>แถมให้นาฬิกาจับเวลาการทำ shot มาด้วย แต่น่าเสียดายที่ให้เลือกใช้จากหัวกรุ๊ปใดหัวกรุ๊ปหนึ่งเท่านั้น</p>
<p><object width="496" height="381" classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowScriptAccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/iyh64kpPWGg&amp;color1=0xb1b1b1&amp;color2=0xcfcfcf&amp;hl=en&amp;feature=player_embedded&amp;fs=1" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><embed width="496" height="381" type="application/x-shockwave-flash" src="http://www.youtube.com/v/iyh64kpPWGg&amp;color1=0xb1b1b1&amp;color2=0xcfcfcf&amp;hl=en&amp;feature=player_embedded&amp;fs=1" allowFullScreen="true" allowScriptAccess="always" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" /></object></p>
<p>พอโฟมนมดี เราก็เทอาร์ตกันง่ายซิครับ โฟมนมจะจับกับครีมากาแฟเงาแว๊บ ดูน่าดื่มมากขึ้น แต่บาริสต้ายังต้องพอมีฝีมืออยู่บ้างนะครับ</p>
<p>รวมความว่าตัววีว่าใหม่นี้ อำนวยความสะดวกได้มากขึ้นครับ โดยเฉพาะเรื่องโฟมนม ส่วนการปรับเล่นอุณหภูมินั้นเราแทบไม่ได้เล่นเลยครับ เพราะชีวิตจริงในการชงกาแฟขายเราจะใช้กาแฟตัวหลักของเราซึ่งมีเพียงตัวเดียวเท่านั้น ไม่มีเวลามาปรับเล่นครับเพราะเราต้องขายกาแฟต่อเนื่องตลอดเวลา บางคนถามว่าแล้วกาแฟเบลนด์พิเศษอย่าง premium espresso  หรือกาแฟพิเศษอื่นๆ เราไม่ปรับอุณหภูมิหรือ ก็ตอบได้ว่า &#8220;ไม่ปรับครับ&#8221; เพราะเครื่องมี 2 หัวกรุ๊ปเท่านั้นแค่การใช้งานปกติก็จะไม่พอแล้ว หากเรารู้สึกว่าอุณหภูมิไม่เหมาะสมกับเบลนด์พิเศษ เราจะใช้วิธีอื่นๆ ชดเชยแทน</p>
<p>นอกจากนี้ผมยังถือว่า &#8220;เครื่อง&#8221; ยังเป็นแค่เครื่องมืออย่างหนึ่งที่ต้องใช้คนควบคุม เราต้องปรับอุณหภูมิ และจังหวะการ pre infusion ให้พอเหมาะ(ในการ setup เครื่องครั้งแรก) เพื่อให้ได้รสชาติกาแฟอย่างที่ต้องการ หลายคนที่คุ้นเครื่องชงแบบอิตาเลี่ยน เมื่อมาใช้ reneka viva มักรู้สึกว่ารสชาติไม่เต็มที่เท่า แต่สิ่งที่ต้องระลึกถึงคือตะแกรง double shot ที่โรงงานเรเนก้าให้มาตัว default จะมีขนาดเล็กเพียง 14 กรัมเท่านั้น ในขณะที่ตะแกรง default ของเครื่องอิตาเลี่ยนมักมีขนาด 18 กรัม การชิมรสชาติเทียบกันต้องจัดการกับเรื่องขนาดตะแกรงให้สัมพันธ์กับปริมาณน้ำกาแฟ หรือ brew ratio ด้วย สำหรับเราที่ซีททูคัพเลือกใช้ตะแกรงขนาด 16 กรัม และใช้วิธีกำหนดปริมาณน้ำกาแฟให้เหมาะสม ก็สามารถผลิตกาแฟรสชาติดี ในต้นทุนที่ไม่สูงเกินไปได้แล้วครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2009/08/reneka-viva-s-2009-review/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Slayer Espresso</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2009/03/slayer-espresso/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2009/03/slayer-espresso/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Mar 2009 18:23:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เครื่องชงกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[Add new tag]]></category>
		<category><![CDATA[slayer espresso]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=375</guid>
		<description><![CDATA[แค่จะโน้ตไว้สั้นๆ ครับสำหรับคนที่ยังไม่เคยผ่านหูเรื่องนี้ Slayer ถือเป็นโปรเจ็คเครื่องเอสเปรสโซสุดเทพ ที่กำลังจะผลิตเพื่อจำหน่ายจริง(หมายความว่ายังไม่มีจำหน่ายในนาทีนี้) ได้ยินมาว่าผู้ก่อตั้งบางคนเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่เคยก่อตั้ง Synesso เมื่อหลายปีก่อน ความพิเศษของ Slayer น่าจะอยู่ที่การปรับความดันปั๊มน้ำได้อย่างอิสสระในแต่ละหัวกรุ๊ป ว่ากันว่าทำให้สามารถคั้นกาแฟที่บดละเอียดมากๆ หรือกาแฟที่คั่วเข้มให้ออกมาได้นุ่มนวลอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นการปลดล็อครสชาติบางอย่างในกาแฟเอสเปรสโซตัวเดิม เป็นการขยายอาณาเขตความมหัศจรรย์ของโลกเอสเปรสโซให้กว้างขวางออกไปอีก เป็นความบ้าของคนบางคนที่อาจสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับอีกหลายคน หรืออาจเป็นแค่คำโฆษณาสไตล์อเมริกันที่หลายคนสะอิดสะเอียน จะเป็นอะไรเราคงได้เห็นกันในไม่ช้านะครับ ผมแค่กำลังคิดอยู่ว่าจะมีคนไทยคนไหนบ้าพอเอาเข้ามาเล่นหรือเอามาทำตลาดบ้างมั๊ย.. Slayer Espresso Machine @ Fratello &#8211; teaser from Chris Prefontaine on Vimeo. ยังมีวิดีโอเรื่องนี้ให้ดูอีกคลิกนี่เลยครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แค่จะโน้ตไว้สั้นๆ ครับสำหรับคนที่ยังไม่เคยผ่านหูเรื่องนี้ <a href="http://www.slayerespresso.com/" target="_blank">Slayer</a> ถือเป็นโปรเจ็คเครื่องเอสเปรสโซสุดเทพ ที่กำลังจะผลิตเพื่อจำหน่ายจริง(หมายความว่ายังไม่มีจำหน่ายในนาทีนี้) ได้ยินมาว่าผู้ก่อตั้งบางคนเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่เคยก่อตั้ง <a href="http://www.synesso.com/index.shtml" target="_blank">Synesso</a> เมื่อหลายปีก่อน ความพิเศษของ Slayer น่าจะอยู่ที่การปรับความดันปั๊มน้ำได้อย่างอิสสระในแต่ละหัวกรุ๊ป ว่ากันว่าทำให้สามารถคั้นกาแฟที่บดละเอียดมากๆ หรือกาแฟที่คั่วเข้มให้ออกมาได้นุ่มนวลอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นการปลดล็อครสชาติบางอย่างในกาแฟเอสเปรสโซตัวเดิม เป็นการขยายอาณาเขตความมหัศจรรย์ของโลกเอสเปรสโซให้กว้างขวางออกไปอีก เป็นความบ้าของคนบางคนที่อาจสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับอีกหลายคน หรืออาจเป็นแค่คำโฆษณาสไตล์อเมริกันที่หลายคนสะอิดสะเอียน จะเป็นอะไรเราคงได้เห็นกันในไม่ช้านะครับ ผมแค่กำลังคิดอยู่ว่าจะมีคนไทยคนไหนบ้าพอเอาเข้ามาเล่นหรือเอามาทำตลาดบ้างมั๊ย..<br />
<object width="400" height="267" data="http://vimeo.com/moogaloop.swf?clip_id=3206799&amp;server=vimeo.com&amp;show_title=1&amp;show_byline=1&amp;show_portrait=0&amp;color=&amp;fullscreen=1" type="application/x-shockwave-flash"><param name="allowfullscreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://vimeo.com/moogaloop.swf?clip_id=3206799&amp;server=vimeo.com&amp;show_title=1&amp;show_byline=1&amp;show_portrait=0&amp;color=&amp;fullscreen=1" /></object><br />
<a href="http://vimeo.com/3206799">Slayer Espresso Machine @ Fratello &#8211; teaser</a> from <a href="http://vimeo.com/user1298789">Chris Prefontaine</a> on <a href="http://vimeo.com">Vimeo</a>.</p>
<p>ยังมีวิดีโอเรื่องนี้ให้ดูอีก<a href="http://vimeo.com/3372757" target="_blank">คลิกนี่</a>เลยครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2009/03/slayer-espresso/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
