<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กาแฟซีททูคัพ &#124; Seat2Cup Coffee Bangkok TH &#187; AFTA</title>
	<atom:link href="http://www.seat2cup.com/blog/tag/afta/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.seat2cup.com/blog</link>
	<description>เรื่องราวกาแฟ จากโรงคั่วกาแฟ ถึงร้านกาแฟ และผู้รักการดื่มกาแฟ</description>
	<lastBuildDate>Sun, 01 Apr 2018 16:47:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>ยุทธศาสตร์กาแฟปี 53</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2009/11/thaicoffee-afta/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2009/11/thaicoffee-afta/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Nov 2009 03:57:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[AFTA]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[อาฟต้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=713</guid>
		<description><![CDATA[ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนหรือ AFTA เมื่อเข้าสู่ปี 2553 รายการสินค้ากาแฟจะมีการปรับลดภาษีนำเข้าในหมู่ประเทศสมาชิกอาเซียน ผลิตภัณฑ์กาแฟคั่วเหลือ 0% และเมล็ดกาแฟดิบที่เราเคยตั้งไว้สูงถึง 90% จะเหลือเพียง 5% แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ที่โดนเต็มๆ เลยคือเกษตรกรผู้ปลูกของเราจะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟดิบที่ต้นทุนต่ำกว่าจากประเทศเวียตนาม อีกส่วนหนึ่งที่น่าจะโดนด้วยคือผู้ผลิตกาแฟคั่วและกาแฟกึ่งสำเร็จรูป เพราะจะมีสินค้านำเข้ามาแข่งขันมากขึ้น แต่สำหรับร้านกาแฟ หรือกลุ่มผู้บริโภคกาแฟ ถือว่าจะได้เลือกใช้สินค้าหลากหลายขึ้นและน่าจะได้ในราคาที่สมเหตุผลมากกว่าเดิม การรับมือกับผลกระทบ เท่าที่ได้ยินข่าวมา รัฐฯ ได้ตั้งงบประมาณไว้ และให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องวางแผนใช้งบประมาณนั้นในการปรับตัวเพื่อรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น ใจความสำคัญของยุทธศาสตร์มุ่งไปที่ความพยายามลดต้นทุนในการผลิตลง หรือเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นในพื้นที่ปลูกเท่าเดิมเช่นจากที่เคยได้ไร่ละ 200 กก. จะต้องพยายามให้ได้ไร่ละ 300 กก. เป็นต้น โดยมีต้นทุนของประเทศเวียตนามเป็นตัวเปรียบเทียบ นอกจากนี้ยังต้องวางมาตรฐานด้านคุณภาพประกอบกันไปด้วย เพื่อให้กาแฟแต่ละเกรดซื้อขายกันในราคาที่เหมาะสม มุมมอง ส่วนตัวผมคิดว่าการลดภาษีนำเข้าเป็นเรื่องดีต่ออุตสาหกรรมแน่นอน เพราะจะเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ผลิตกาแฟไทยในส่วนต่างๆ ต้องตื่นตัวอย่างมาก ที่จะกระทบมากกว่าน่าจะเป็นตลาดกาแฟระดับกลางถึงระดับพรีเมี่ยม ที่ลูกค้ามีกำลังซื้อและเลือกดื่มกาแฟที่ดีกว่าขึ้นไปเรื่อยๆ ตลาดนี้จะมีแบรนด์นำเข้าเข้ามาให้เปรียบเทียบ ส่วนโรงคั่วไทยก็จะมีเมล็ดกาแฟดิบนำเข้าเข้ามาเบลนด์สู้ เราอาจได้เปรียบในแง่ความสดใหม่ การขนส่ง และความใกล้ชิดกับลูกค้า แต่อย่างไรเสียก็ต้องพยายามทำคุณภาพให้ทัดเทียมให้ลูกค้ายอมรับให้ได้  ส่วนตลาดกลางถึงล่างคงต้องดูว่ากาแฟเวียตนามเมื่อนำเข้าแล้วต้นทุนเป็นอย่างไร ถ้าไม่ต่ำไปกว่าของไทยผมเชื่อว่าตลาดนี้ยังเป็นตลาดหลักที่ใช้เมล็ดกาแฟไทยอยู่ และยังคงสไตล์คั่วเข้มเพื่อชงกาแฟเย็นแบบถูกปากคนไทยไว้ แต่หากต้นทุนกาแฟเวียตนามต่ำกว่าจะเป็นสิ่งที่อาจทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงกับเกษตรกรไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ รวมความ ผมมองว่าเราไม่น่าจะต้องกังวลอะไรมาก การรับมือควรแยกส่วนออกไปตามตลาด หรือ segment คือถ้าสวนไหนอยู่ในชัยภูมิที่ดี กาแฟมีบุคคลิกชัดเจน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนหรือ AFTA เมื่อเข้าสู่ปี 2553 รายการสินค้ากาแฟจะมีการปรับลดภาษีนำเข้าในหมู่ประเทศสมาชิกอาเซียน ผลิตภัณฑ์กาแฟคั่วเหลือ 0% และเมล็ดกาแฟดิบที่เราเคยตั้งไว้สูงถึง 90% จะเหลือเพียง 5%</p>
<p><strong>แล้วจะเกิดอะไรขึ้น</strong></p>
<p><span id="more-713"></span>ที่โดนเต็มๆ เลยคือเกษตรกรผู้ปลูกของเราจะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟดิบที่ต้นทุนต่ำกว่าจากประเทศเวียตนาม</p>
<p>อีกส่วนหนึ่งที่น่าจะโดนด้วยคือผู้ผลิตกาแฟคั่วและกาแฟกึ่งสำเร็จรูป เพราะจะมีสินค้านำเข้ามาแข่งขันมากขึ้น</p>
<p>แต่สำหรับร้านกาแฟ หรือกลุ่มผู้บริโภคกาแฟ ถือว่าจะได้เลือกใช้สินค้าหลากหลายขึ้นและน่าจะได้ในราคาที่สมเหตุผลมากกว่าเดิม</p>
<p><strong>การรับมือกับผลกระทบ</strong></p>
<p>เท่าที่ได้ยินข่าวมา รัฐฯ ได้ตั้งงบประมาณไว้ และให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องวางแผนใช้งบประมาณนั้นในการปรับตัวเพื่อรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น ใจความสำคัญของยุทธศาสตร์มุ่งไปที่ความพยายามลดต้นทุนในการผลิตลง หรือเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นในพื้นที่ปลูกเท่าเดิมเช่นจากที่เคยได้ไร่ละ 200 กก. จะต้องพยายามให้ได้ไร่ละ 300 กก. เป็นต้น โดยมีต้นทุนของประเทศเวียตนามเป็นตัวเปรียบเทียบ นอกจากนี้ยังต้องวางมาตรฐานด้านคุณภาพประกอบกันไปด้วย เพื่อให้กาแฟแต่ละเกรดซื้อขายกันในราคาที่เหมาะสม</p>
<p><strong>มุมมอง</strong></p>
<p>ส่วนตัวผมคิดว่าการลดภาษีนำเข้าเป็นเรื่องดีต่ออุตสาหกรรมแน่นอน เพราะจะเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ผลิตกาแฟไทยในส่วนต่างๆ ต้องตื่นตัวอย่างมาก ที่จะกระทบมากกว่าน่าจะเป็นตลาดกาแฟระดับกลางถึงระดับพรีเมี่ยม ที่ลูกค้ามีกำลังซื้อและเลือกดื่มกาแฟที่ดีกว่าขึ้นไปเรื่อยๆ ตลาดนี้จะมีแบรนด์นำเข้าเข้ามาให้เปรียบเทียบ ส่วนโรงคั่วไทยก็จะมีเมล็ดกาแฟดิบนำเข้าเข้ามาเบลนด์สู้ เราอาจได้เปรียบในแง่ความสดใหม่ การขนส่ง และความใกล้ชิดกับลูกค้า แต่อย่างไรเสียก็ต้องพยายามทำคุณภาพให้ทัดเทียมให้ลูกค้ายอมรับให้ได้  ส่วนตลาดกลางถึงล่างคงต้องดูว่ากาแฟเวียตนามเมื่อนำเข้าแล้วต้นทุนเป็นอย่างไร ถ้าไม่ต่ำไปกว่าของไทยผมเชื่อว่าตลาดนี้ยังเป็นตลาดหลักที่ใช้เมล็ดกาแฟไทยอยู่ และยังคงสไตล์คั่วเข้มเพื่อชงกาแฟเย็นแบบถูกปากคนไทยไว้ แต่หากต้นทุนกาแฟเวียตนามต่ำกว่าจะเป็นสิ่งที่อาจทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงกับเกษตรกรไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้</p>
<p><strong>รวมความ</strong></p>
<p>ผมมองว่าเราไม่น่าจะต้องกังวลอะไรมาก การรับมือควรแยกส่วนออกไปตามตลาด หรือ <strong>segment</strong> คือถ้าสวนไหนอยู่ในชัยภูมิที่ดี กาแฟมีบุคคลิกชัดเจน เราก็ทำให้มันดีสุดๆ ไปเลยและมองตลาดส่งออกไปด้วย สวนไหนกาแฟมันด้อยกว่าเราก็เน้นผลผลิตเพื่อกดต้นทุนไว้ ขายกันในประเทศ ได้เปรียบเรื่องค่าขนส่ง เอาไว้สู้กับกาแฟเวียตนาม</p>
<p>โรงคั่วไทยขายตลาดล่างคงต้องซื้อกาแฟที่ต้นทุนต่ำ ถ้าขายตลาดบนก็ต้องสร้างแบรนด์และใช้กาแฟนำเข้าเข้ามาช่วยปรับปรุงคุณภาพ กาแฟกึ่งสำเร็จรูปหรือกาแฟพร้อมดื่มของไทย ก็ต้องปรับปรุงแบรนด์ให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น พร้อมทั้งใช้ความเข้าใจตลาดที่มีมากกว่าเป็นจุดแข็ง </p>
<p>การรับมือผมเชื่อว่า<strong>ต้องแยกส่วนกัน</strong>ครับ <strong>จะมองรวมกันไปหมดไม่ได้</strong> มันจะแก้กันกันยาก การวางยุทธศาสตร์ก็ต้องเป็นยุทธศาสตร์ของใครของเขา ถ้ารัฐฯ โยนเงินมาให้ ก็ควรจะแบ่งกันไปใน segment ต่างๆ เพื่อใช้ตามยุทธศาสตร์ของ segment นั้นๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2009/11/thaicoffee-afta/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
