<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กาแฟซีททูคัพ &#124; Seat2Cup Coffee Bangkok TH &#187; ชิมกาแฟ</title>
	<atom:link href="http://www.seat2cup.com/blog/tag/%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.seat2cup.com/blog</link>
	<description>เรื่องราวกาแฟ จากโรงคั่วกาแฟ ถึงร้านกาแฟ และผู้รักการดื่มกาแฟ</description>
	<lastBuildDate>Mon, 19 Dec 2011 18:38:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.4</generator>
		<item>
		<title>ฝึกอบรมการชิมทดสอบเอสเปรสโซ ที่ซีททูคัพ</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2010/11/espresso/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2010/11/espresso/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Nov 2010 20:25:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เอสเปรสโซ]]></category>
		<category><![CDATA[ชิมกาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=1055</guid>
		<description><![CDATA[ได้ฤกษ์แล้วครับ workshop การชิมกาแฟเอสเปรสโซ จัดวันที่ 27 พ.ย. นี้ที่ซีททูคัพ ชาญอิสสระ 2 เวลา 10.00-12.30 น. รับได้ไม่เกิน 6 ท่านครับ จากจุดเริ่มต้นที่ผมทดลองทำในงาน Thailand Restuarant and Bar 2010 และที่ทำร่วมกับคุณบุ๊งจากบางกอกเอสเปรสโซแล็ป จนมาถึงที่ทำร่วมกับอิมเปรสโซ เอสเปรสโซ่บาร์ที่เชียงใหม่ ทำให้เราได้หลักสูตรที่ค่อนข้างลงตัวแล้วสำหรับการชิมทดสอบกาแฟเอสเปรสโซแบบอิตาเลี่ยน โดยคาดหวังให้ผู้เข้าอบรมมีเทคนิคและแนวทางในการประเมินกาแฟเอสเปรสโซอย่างง่ายๆ ใช้ได้จริง สามารถทำคะแนนเพื่อเปรียบเทียบกาแฟได้ เป็นพื้นฐานในการทำงานกาแฟและแนวทางการประเมินกาแฟที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต ผู้เข้าอบรมอาจเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับกาแฟอยู่แล้วและต้องการพัฒนาทักษะการชิมกาแฟ หรือจนไปถึงผู้ที่สนใจกาแฟทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานอะไร ขอให้ชอบดื่มกาแฟก็พอครับ ค่าใช้จ่ายท่านละ 1,200.-  ท่านที่ต้องการเข้าอบรมกรุณาสำรองที่นั่งโดยโอนเงินเต็มจำนวนมาที่บัญชี วุฒิพร หัสการณ์ ธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 7142159524 เมื่อโอนแล้วช่วย sms แจ้งที่หมายเลข 086สาม166629  (ขอสงวนสิทธิ์การจองที่นั่งให้ท่านที่โอนก่อนนะครับ) สำหรับท่านที่เคยเข้าอบรมในคอร์สเอสเปรสโซก่อนหน้านี้ ท่านมีสิทธิ์เข้ามาร่วมแจมการฝึกให้คะแนนกาแฟ ตั้งแต่เวลา 11.30 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายนะครับ ท่านใดจะมาร่วมกรุณาแจ้งล่วงหน้าด้วยครับ จะได้เตรียมกาแฟไว้ให้ และพิเศษสำหรับคลาสวันเสาร์ที่ 27 นี้ เนื่องจากมีงานกาแฟเล็กๆ coffee [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ได้ฤกษ์แล้วครับ workshop การชิมกาแฟเอสเปรสโซ จัดวันที่ 27 พ.ย. นี้ที่ซีททูคัพ ชาญอิสสระ 2 เวลา 10.00-12.30 น. รับได้ไม่เกิน 6 ท่านครับ</p>
<p><span id="more-1055"></span></p>
<p><img class="alignnone" title="espressotasing" src="http://www.seat2cup.com/images/espressotasting1.jpg" alt="" width="518" height="346" /></p>
<p>จากจุดเริ่มต้นที่ผมทดลองทำในงาน Thailand Restuarant and Bar 2010 และที่ทำร่วมกับ<a href="http://www.seat2cup.com/blog/2010/09/espresso-tasting-9-11/" target="_blank">คุณบุ๊งจากบางกอกเอสเปรสโซแล็ป</a> จนมาถึงที่ทำร่วมกับ<a href="http://www.seat2cup.com/blog/2010/09/espresso-tasting/" target="_blank">อิมเปรสโซ เอสเปรสโซ่บาร์ที่เชียงใหม่ </a>ทำให้เราได้หลักสูตรที่ค่อนข้างลงตัวแล้วสำหรับการชิมทดสอบกาแฟเอสเปรสโซแบบอิตาเลี่ยน โดยคาดหวังให้ผู้เข้าอบรมมีเทคนิคและแนวทางในการประเมินกาแฟเอสเปรสโซอย่างง่ายๆ ใช้ได้จริง สามารถทำคะแนนเพื่อเปรียบเทียบกาแฟได้ เป็นพื้นฐานในการทำงานกาแฟและแนวทางการประเมินกาแฟที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต</p>
<p>ผู้เข้าอบรมอาจเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับกาแฟอยู่แล้วและต้องการพัฒนาทักษะการชิมกาแฟ หรือจนไปถึงผู้ที่สนใจกาแฟทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานอะไร ขอให้ชอบดื่มกาแฟก็พอครับ</p>
<p>ค่าใช้จ่ายท่านละ 1,200.-  ท่านที่ต้องการเข้าอบรมกรุณาสำรองที่นั่งโดยโอนเงินเต็มจำนวนมาที่บัญชี วุฒิพร หัสการณ์ ธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 7142159524 เมื่อโอนแล้วช่วย sms แจ้งที่หมายเลข 086สาม166629  (ขอสงวนสิทธิ์การจองที่นั่งให้ท่านที่โอนก่อนนะครับ)</p>
<p>สำหรับท่านที่เคยเข้าอบรมในคอร์สเอสเปรสโซก่อนหน้านี้ ท่านมีสิทธิ์เข้ามาร่วมแจมการฝึกให้คะแนนกาแฟ ตั้งแต่เวลา 11.30 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายนะครับ ท่านใดจะมาร่วมกรุณาแจ้งล่วงหน้าด้วยครับ จะได้เตรียมกาแฟไว้ให้</p>
<p>และพิเศษสำหรับคลาสวันเสาร์ที่ 27 นี้ เนื่องจากมีงานกาแฟเล็กๆ <a href="http://www.roytawan.com/forum/index.php?topic=7480.0" target="_blank">coffee friend event#1</a> จัดโดย espressofriend.com ที่ third place กลางซอยทองหล่อ ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับซีททูคัพมากนัก เมื่อเลิกคลาสแล้วเราอาจไปเที่ยวงานพร้อมๆ กันครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2010/11/espresso/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>11</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คัปปิ้ง 5 : กลิ่นไม่ดีในกาแฟ</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2010/05/aroma-taint/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2010/05/aroma-taint/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 May 2010 04:01:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[cupping]]></category>
		<category><![CDATA[ชิมกาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=895</guid>
		<description><![CDATA[กลิ่นไม่ดีในกาแฟมักมาพร้อมกับรสที่ไม่ดีซึ่งมีมากมายผันแปรตามคุณภาพกาแฟตัวนั้นๆ ผมคงไม่กล่าวให้หมดไปในคราวเดียวแต่จะแบ่งกลุ่มตามที่คิดได้และพูดถึงจำเพาะที่เราน่าจะได้พบบ่อยๆ กลิ่่นไม่ดีเกิดจากข้อบกพร่องต่างๆ จาก 3 กระบวนการหลักดังนี้ การผลิตสารกาแฟ การคั่ว การชง เราจะทำตัวเป็นเชอร์ล็อกโฮมด้วยการสืบจากหลักฐานที่ปรากฏตรงหน้า ตัวอย่างเช่น หากเราพบกลิ่นแย่ๆ คล้ายกลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำที่เรียก ฟีนอล จากประสบการณ์ของนักสืบ(ชิม)กาแฟเรามักพบว่ากลิ่นเคมีแบบนี้เกิดจากการนำเมล็ดกาแฟที่เรียกว่า  rio-y bean มาคั่ว หากสืบค้นต่อไปจะพบว่าเมล็ดดังกล่าวเกิดจาก กระบวนการผลิตที่ไม่เรียบร้อยโดยเมล็ดกาแฟอาจถูกพวกเชื้อราหรือแบคทีเรียเข้ากัดกิน เมล็ดกาแฟคุณภาพต่ำแบบนี้มักมาพร้อมกับกลิ่นเหม็นฉุน กลิ่นเน่าหรือกลิ่นสัตว์ จากเมล็ดกาแฟที่่บกพร่องอีกแบบที่เรียกว่า stinker bean หรือรวมทั้ง black bean ซึ่งเกิดจากปล่อยให้มีเชอรี่กาแฟที่สุกงอมคาต้นหรือร่วงแล้ว หรือการหมักที่มากเกินไปจนเกิดเชื้อราปะปนมาในกระบวนการด้วย ภาพด้านบนเป็นเมล็ดกาแฟดิบที่เป็นเมล็ดบกพร่องหลายแบบปะปนกัน เช่นเมล็ดน้ำตาล (brown bean) เมล็ดดำ(black bean) และ stinker bean เมื่อคั่วแล้วเมล็ดบกพร่องหรือ defects ดังกล่าวจะมีสีดำคล้ำขึ้น เมื่อปนกับเมล็ดดีจะทำให้สังเกตได้ยากขึ้น ในเมล็ดกาแฟตัวเดียวกันนี้หากนำมาคั่วให้เข้มมากๆ เรายังจะได้กลิ่นที่ไม่ดีเพิ่มเติมเข้ามาอีก เช่นกลิ่นไหม้ (burnt) กลิ่นควัน( smokey) ขี้เถ้า (ashy) หรือเป็นเถ้าถ่านไปเลย (carbon) ต่างๆ เหล่านี้เรียกว่าข้อบกพร่องที่เกิดจากกระบวนการคั่ว แม้ในบางกรณีจะเป็นการลดข้อบกพร่องจากตัวเมล็ดกาแฟดิบออกไปบ้าง แต่จะเพิ่มเติม roast [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กลิ่นไม่ดีในกาแฟมักมาพร้อมกับรสที่ไม่ดีซึ่งมีมากมายผันแปรตามคุณภาพกาแฟตัวนั้นๆ ผมคงไม่กล่าวให้หมดไปในคราวเดียวแต่จะแบ่งกลุ่มตามที่คิดได้และพูดถึงจำเพาะที่เราน่าจะได้พบบ่อยๆ</p>
<p>กลิ่่นไม่ดีเกิดจากข้อบกพร่องต่างๆ จาก 3 กระบวนการหลักดังนี้</p>
<ol>
<li>การผลิตสารกาแฟ</li>
<li>การคั่ว</li>
<li>การชง</li>
</ol>
<p><span id="more-895"></span>เราจะทำตัวเป็นเชอร์ล็อกโฮมด้วยการสืบจากหลักฐานที่ปรากฏตรงหน้า ตัวอย่างเช่น หากเราพบกลิ่นแย่ๆ คล้าย<strong>กลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำที่เรียก ฟีนอล</strong> จากประสบการณ์ของนักสืบ(ชิม)กาแฟเรามักพบว่ากลิ่นเคมีแบบนี้เกิดจากการนำเมล็ดกาแฟที่เรียกว่า  <strong>rio-y bean</strong> มาคั่ว หากสืบค้นต่อไปจะพบว่าเมล็ดดังกล่าวเกิดจาก <strong>กระบวนการผลิต</strong>ที่ไม่เรียบร้อยโดยเมล็ดกาแฟอาจถูกพวกเชื้อราหรือแบคทีเรียเข้ากัดกิน เมล็ดกาแฟคุณภาพต่ำแบบนี้มักมาพร้อมกับ<strong>กลิ่นเหม็นฉุน กลิ่นเน่าหรือกลิ่นสัตว์ </strong>จากเมล็ดกาแฟที่่บกพร่องอีกแบบที่เรียกว่า <strong>stinker bean</strong> หรือรวมทั้ง <strong>black bean</strong> ซึ่งเกิดจากปล่อยให้มีเชอรี่กาแฟที่สุกงอมคาต้นหรือร่วงแล้ว หรือการหมักที่มากเกินไปจนเกิดเชื้อราปะปนมาในกระบวนการด้วย</p>
<p><img class="alignnone" title="black bean" src="http://www.seat2cup.com/images/greenblack.jpg" alt="" width="540" height="405" /></p>
<p>ภาพด้านบนเป็นเมล็ดกาแฟดิบที่เป็นเมล็ดบกพร่องหลายแบบปะปนกัน เช่นเมล็ดน้ำตาล (brown bean) เมล็ดดำ(black bean) และ stinker bean</p>
<p><img class="alignnone" title="roasted black bean" src="http://www.seat2cup.com/images/roastedblack.jpg" alt="" width="540" height="405" /></p>
<p>เมื่อคั่วแล้วเมล็ดบกพร่องหรือ defects ดังกล่าวจะมีสีดำคล้ำขึ้น เมื่อปนกับเมล็ดดีจะทำให้สังเกตได้ยากขึ้น</p>
<p>ในเมล็ดกาแฟตัวเดียวกันนี้หากนำมาคั่วให้เข้มมากๆ เรายังจะได้กลิ่นที่ไม่ดีเพิ่มเติมเข้ามาอีก เช่น<strong>กลิ่นไหม้</strong> (burnt) <strong>กลิ่นควัน</strong>( smokey) <strong>ขี้เถ้า</strong> (ashy) หรือเป็นเถ้าถ่านไปเลย (carbon) ต่างๆ เหล่านี้เรียกว่าข้อบกพร่องที่เกิดจาก<strong>กระบวนการคั่ว</strong> แม้ในบางกรณีจะเป็นการลดข้อบกพร่องจากตัวเมล็ดกาแฟดิบออกไปบ้าง แต่จะเพิ่มเติม roast charactor ที่ไม่ดีบางอย่างทดแทนเข้าไป</p>
<p><img class="alignnone" title="deep roasted coffee" src="http://www.seat2cup.com/images/deeproast2.jpg" alt="" width="540" height="405" /></p>
<p> </p>
<p>ยังไม่จบเพียงเท่านั้นครับ เมื่อนำเมล็ดกาแฟคั่วเข้มมากดังกล่าวมาทำ<strong>การชง</strong> ไม่ว่าเราจะชงอย่างไรกลิ่นแย่ๆ จะไม่หายไปไหน เพียงแต่การชงที่ต่างกันจะให้กลิ่นรสต่างกันไปได้บ้าง เช่นหากเราสกัดให้มากที่เรียก over extraction การชงจะยิ่งไฮไล้ท์กลิ่นไหม้กลิ่นควัน และขี้เถ้า และรสขมไหม้ให้เด่นชัดขึ้นไปอีก ในทางตรงกันข้ามหากสกัดน้อยเกินไปรสขมยา รวมถึงรสฝาดเฝื่อนอาจชัดเจนขึ้น</p>
<p><strong>ความเข้าใจในกระบวนการกาแฟทั้งหมด เมื่อนำมาแบ่งกลุ่มให้ดีบวกกับประสบการณ์ในการชิมทีละนิด จะช่วยให้พัฒนาการชิมและการประเมินกาแฟอย่างง่ายๆ ได้</strong></p>
<p>ผมปูพื้นให้สั้นๆ ง่ายๆ ก่อนครับ เพราะนี่คือกาแฟที่เรามักพบได้ตามท้องถนนในเมืองไทย แต่เราอาจไม่ได้สังเกตชัดนักเนื่องจากกาแฟชงผสมนมข้นหวานปริมาณมากเป็นส่วนใหญ่ กลิ่นควันจากการคั่วเข้มมักมี<strong>กลิ่นฉุน</strong> (pungent) ผู้บริโภคทั่วไปได้กลิ่นฉุนขึ้นจมูกแบบนี้เรียกว่า<strong> &#8220;กลิ่นหอม&#8221;</strong> เป็นรสนิยมที่ถูกปลูกฝังกันมาเป็นเวลานาน คนที่เริ่มเปิดประตูเข้าสู่โลกกาแฟที่แท้จึงมักถูกมองเป็นพวกสวนกระแส เป็นคนแปลกแยกออกไป หรือหนักกว่านั้นอาจถูกมองว่า &#8220;ดัดจริต&#8221; ทั้งๆ ที่เขาแค่พยายามทำความรู้จักกาแฟเท่านั้นเอง</p>
<p>ยังมีกลิ่นแย่ๆ ที่ผมจะทะยอยนำมาเล่านะครับแต่หากใครใจร้อน เชิญ<a href="http://www.google.com" target="_blank">กูเกิ้ล</a>ไปพลางๆ ก่อนนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2010/05/aroma-taint/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แตรัว กาแฟ &#124; terroir</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2010/02/terroir/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2010/02/terroir/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Feb 2010 17:47:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[cupping]]></category>
		<category><![CDATA[terroir]]></category>
		<category><![CDATA[ชิมกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[แตรัว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=836</guid>
		<description><![CDATA[เวลาที่ได้ยินคำว่าแตรัว ผมมักคิดถึงหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเรื่องราวไม่ได้เกี่ยวข้องสักเท่าไหร่ หากชื่อหนังสือมีคำพ้องกันอยู่นั่นคือ แตร์เดซอม หรือ terre des hommes ของแซงเต็กซูเปรีผู้เขียนเรื่อง &#8220;เจ้าชายน้อย&#8221; อันโด่งดัง แตร์เดซอม มีชื่อภาษาไทยว่า &#8220;แผ่นดินของเรา&#8221; เป็นเรื่องราวของนักบินไปรษณีย์ที่ต้องเดินทางผ่านทะเลทรายและต้องพจญภัยต่างๆ นาๆ พรรณนาด้วยภาษาที่เรียบง่ายงดงามแฝงด้วยพลังความคิดและแรงบันดาลใจเปี่ยมล้น จนบางคนถึงกับยกย่องว่านี่คืองานที่ดีที่สุดของแซงเต็กซูเปรี “มนุษย์เราเรียนรู้จากแผ่นดิน มากกว่าที่จะเรียนรู้จากหนังสือใด ๆ …แผ่นดินสอนให้เรารู้จักตัวเอง”  (จากแผ่นดินของเรา) คำว่า terre เป็นภาษาฝรั่งเศส อาจแปลว่า แผ่นดิน ดิน โลก ฯลฯ และมีคำภาษาอังกฤษอีกหลายคำที่แตกมาจากคำ terre นี้ เมื่อผันมาเป็น terroir บางคนจึงแปลว่า &#8220;ที่มาจากดิน&#8221; นิยมใช้กับเครื่องดื่มที่ทำมาจากพืชบางอย่างเช่น ชา กาแฟ และไวน์ โดยเชื่อว่า องุ่น ต้นกาแฟ และชา ที่มีสายพันธุ์ชัดเจน ในถิ่นที่ปลูกหนึ่งๆ ซึ่งมี ดิน สภาพอากาศ และกระบวนการผลิตอย่างหนึ่ง จะสามารถให้รสชาติ กลิ่น ที่เป็นเอกลักษณ์ของถิ่นที่ปลูกนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาที่ได้ยินคำว่าแตรัว ผมมักคิดถึงหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเรื่องราวไม่ได้เกี่ยวข้องสักเท่าไหร่ หากชื่อหนังสือมีคำพ้องกันอยู่นั่นคือ แตร์เดซอม หรือ terre des hommes ของแซงเต็กซูเปรีผู้เขียนเรื่อง &#8220;เจ้าชายน้อย&#8221; อันโด่งดัง</p>
<p><span id="more-836"></span>แตร์เดซอม มีชื่อภาษาไทยว่า &#8220;แผ่นดินของเรา&#8221; เป็นเรื่องราวของนักบินไปรษณีย์ที่ต้องเดินทางผ่านทะเลทรายและต้องพจญภัยต่างๆ นาๆ พรรณนาด้วยภาษาที่เรียบง่ายงดงามแฝงด้วยพลังความคิดและแรงบันดาลใจเปี่ยมล้น จนบางคนถึงกับยกย่องว่านี่คืองานที่ดีที่สุดของแซงเต็กซูเปรี</p>
<p><span style="color: #ff6600;">“มนุษย์เราเรียนรู้จากแผ่นดิน มากกว่าที่จะเรียนรู้จากหนังสือใด ๆ …แผ่นดินสอนให้เรารู้จักตัวเอง”  </span>(จากแผ่นดินของเรา)</p>
<p>คำว่า terre เป็นภาษาฝรั่งเศส อาจแปลว่า แผ่นดิน ดิน โลก ฯลฯ และมีคำภาษาอังกฤษอีกหลายคำที่แตกมาจากคำ terre นี้ เมื่อผันมาเป็น terroir บางคนจึงแปลว่า &#8220;ที่มาจากดิน&#8221; นิยมใช้กับเครื่องดื่มที่ทำมาจากพืชบางอย่างเช่น ชา กาแฟ และไวน์ โดยเชื่อว่า องุ่น ต้นกาแฟ และชา ที่มีสายพันธุ์ชัดเจน ในถิ่นที่ปลูกหนึ่งๆ ซึ่งมี ดิน สภาพอากาศ และกระบวนการผลิตอย่างหนึ่ง จะสามารถให้รสชาติ กลิ่น ที่เป็นเอกลักษณ์ของถิ่นที่ปลูกนั้น</p>
<p>ในวิกีพีเดียอ้างว่า แตรัว อาจหมายถึง &#8220;a sense of place&#8221; ซึ่งถือเป็นมหัศจรรย์ธรรมชาติที่ไม่ควรนำเทคนิคการคั่วหรือการเบลนด์อะไรก็แล้วแต่มาบดบัง</p>
<p>กาแฟเยอกาเชฟเฟ่จากเอธิโอเปีย เมื่อคั่วอ่อนสุดๆ แค่พอบดต้มดื่มได้ จะให้กลิ่นหอมดอกไม้ ผลไม้เปรี้ยวสดแบบมะนาว เจือด้วยสมุนไพร นี่คือแตรัวของมัน ซึ่งมาจากอราบิก้าแท้ๆ ดั้งเดิมที่สุดซึ่งเป็นแม่พันธุ์ของอราบิก้าที่กระจายไปทั่วโลก ปลูกงอกงามบนผืนดินตรงนั้น ผ่านกรรมวิธีล้างที่สืบทอดและปรับปรุงกันมาด้วยระยะเวลาหลายชั่วอายุคน ผ่านคราบน้ำตาของชาวสวนที่ลำบากยากจนและอยากจะเลิกทำมันแล้วแต่ไม่สามารถหลุดพ้นได้</p>
<p>แตรัวคือความบริสุทธิ์ และสารหรือข้อความจากพื้นดิน กลิ่นดอกไม้ และมะนาวในกาแฟเยอกาเชฟเฟ่ มิได้หมายถึงต้นกาแฟปลูกอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้หรือไร่มะนาว แต่นี่คือแตรัวของมัน ซึ่งมาจาก พันธุ์ กรรมวิธี และ &#8220;ดิน&#8221; ณ ที่ตรงนั้น</p>
<p>เราไม่สามารถทำกาแฟแบบเยอกาเชฟเฟ่บนยอดเขาลูกใดๆ ในเมืองไทยได้</p>
<p>หรือถ้าเราเอากาแฟพื้นๆ ไปรมด้วยกลิ่นดอกไม้หรือกลิ่นมะนาว นั่นจะกลายเป็นสิ่งปนเปื้อน ไร้ซึ่งคุณค่าราคา</p>
<p>ธรรมชาติคือความบริสุทธิ์ หลากหลายและแตกต่าง ซึ่งรอให้เราเรียนรู้จากมัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2010/02/terroir/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปัญหานักชิมกาแฟมือใหม่</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2010/02/young_coffee_cupper/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2010/02/young_coffee_cupper/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Feb 2010 17:18:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[cupping]]></category>
		<category><![CDATA[ชิมกาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=817</guid>
		<description><![CDATA[ชุมนุมชิมกาแฟที่ซีททูคัพครั้งแรกผ่านพ้นไปแล้วครับ มีขลุกขลักบ้างเพราะท่านมากันเยอะ ผมยังไม่ทันได้ถามไถ่ให้ถ้วนทั่วว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง เท่าที่ดูคือแต่ละท่านนั้นมีประสบการณ์ติดตัวมาต่างกัน บางท่านเป็นผู้ดื่มจากทางบ้านแท้ๆ บางท่านก็ไม่ค่อยได้ดื่มกาแฟดำมาเลย บางท่านทำร้าน บางท่านเคยผ่านคัปปิ้งมาบ้างแล้ว เราจัดชิมกาแฟกันโดยไม่ได้สอนอะไรเพราะไม่ใช่คอร์สอบรม แต่มุ่งให้ชิมเลยแล้วคุยกันไปเมื่อเสร็จสิ้นแล้วได้สนทนากับบางท่านจึงเป็นข้อคิดนำมาโน้ตไว้สักหน่อยถึงปัญหาของนักชิมมือใหม่ที่อาจไม่เคยสัมผัสกับกาแฟลักษณะนี้มาก่อน ผมเองตอนใหม่ๆ ยังเป็นเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนแต่มันนานจนเกือบลืมความรู้สึกนั้นไปแล้ว จึงให้กลับมาทบทวนอีกครั้งเพื่อใช้หาทางช่วยนักชิมมือใหม่ให้สามารถเข้าถึงกาแฟไ้ด้ง่ายขึ้น นักชิมมือใหม่สามารถสัมผัสความแตกต่างของกาแฟในแต่ละชุดได้ ไม่ว่าจะต่างมากหรือต่างน้อย สามารถบอกได้ สามารถบอกได้ว่าถ้วยไหนเปรี้ยว หวาน หรือขมกว่าถ้วยไหน แต่ปัญหาคือถ้าให้พูดถึงกาแฟแต่ละถ้วยนั้น ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ไม่รู้ว่าจะอธิบายว่าอะไรดี นักชิมมือใหม่ขาดเทคนิคในการชิมกาแฟ เช่นยังไม่สามารถ slurp ได้แรงๆ และไม่ได้ปริมาณน้ำกาแฟมากพอ ยังไม่คุ้นกับจังหวะการเคี้ยวกาแฟในช่องปาก และการบ้วน ขาดจังหวะที่ดีในการค่อยๆ ดมกลิ่น ทำให้ไม่สามารถสัมผัสรายละเอียดที่ซ่อนมาในกาแฟได้ สำหรับผมกาแฟมีสีดำ เป็นสีแห่งความลึกและลี้ลับ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟจากสวนไหนในโลกล้วนให้น้ำสีดำคล้ายกันทั้งหมด แต่ในน้ำสีดำนั้นกลับเป็นที่รวมของกลิ่นและรสชาติเกือบทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกนี้ การชิมกาแฟเหมือนเป็นการดำดิ่งลงไปในความมืดมนต์นั้นเพื่อสัมผัสความจริง และธรรมชาติบางอย่าง เมื่อเราพบมันก็เหมือนเราได้พบตัวเอง ความซาบซึ้งและปิติอาจเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าในสีดำนั้นมีความจริงอยู่ มันก็คงเหมือนความจริงอื่นๆ ที่บางครั้งแม้นตั้งอยู่ตรงหน้าแต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ ต้องอาศัยวิถีทางบางอย่างเพื่อไปสู่มันให้ได้ พูดไปพูดมาจะกลายเป็นเรื่องศาสนาไปแล้ว หากมันเหมือนเป็นเรื่องเดียวกันแท้ๆ เส้นทางเข้าถึงกาแฟนั้นถ้าปัญหาคือ 2 ข้อข้างต้นที่กล่าวมา คงต้องใช้วิธีหาโอกาสดื่มหรือชิมกาแฟกับคนที่มีประสบการณ์สูงกว่าครับ จะทำให้สามารถเรียนรู้ได้เร็วขึ้น และต้องมีเวลาในการฝึกฝนที่สม่ำเสมอ เราจะ slurp ได้แรงขึ้น และสามารถสัมผัสรสชาติแฝงต่างๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชุมนุมชิมกาแฟที่ซีททูคัพครั้งแรกผ่านพ้นไปแล้วครับ มีขลุกขลักบ้างเพราะท่านมากันเยอะ ผมยังไม่ทันได้ถามไถ่ให้ถ้วนทั่วว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง เท่าที่ดูคือแต่ละท่านนั้นมีประสบการณ์ติดตัวมาต่างกัน บางท่านเป็นผู้ดื่มจากทางบ้านแท้ๆ บางท่านก็ไม่ค่อยได้ดื่มกาแฟดำมาเลย บางท่านทำร้าน บางท่านเคยผ่านคัปปิ้งมาบ้างแล้ว</p>
<p><span id="more-817"></span>เราจัดชิมกาแฟกันโดยไม่ได้สอนอะไรเพราะไม่ใช่คอร์สอบรม แต่มุ่งให้ชิมเลยแล้วคุยกันไปเมื่อเสร็จสิ้นแล้วได้สนทนากับบางท่านจึงเป็นข้อคิดนำมาโน้ตไว้สักหน่อยถึงปัญหาของนักชิมมือใหม่ที่อาจไม่เคยสัมผัสกับกาแฟลักษณะนี้มาก่อน ผมเองตอนใหม่ๆ ยังเป็นเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนแต่มันนานจนเกือบลืมความรู้สึกนั้นไปแล้ว จึงให้กลับมาทบทวนอีกครั้งเพื่อใช้หาทางช่วยนักชิมมือใหม่ให้สามารถเข้าถึงกาแฟไ้ด้ง่ายขึ้น</p>
<ol>
<li>นักชิมมือใหม่สามารถสัมผัสความแตกต่างของกาแฟในแต่ละชุดได้ ไม่ว่าจะต่างมากหรือต่างน้อย สามารถบอกได้ สามารถบอกได้ว่าถ้วยไหนเปรี้ยว หวาน หรือขมกว่าถ้วยไหน แต่ปัญหาคือถ้าให้พูดถึงกาแฟแต่ละถ้วยนั้น ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ไม่รู้ว่าจะอธิบายว่าอะไรดี</li>
<li>นักชิมมือใหม่ขาดเทคนิคในการชิมกาแฟ เช่นยังไม่สามารถ slurp ได้แรงๆ และไม่ได้ปริมาณน้ำกาแฟมากพอ ยังไม่คุ้นกับจังหวะการเคี้ยวกาแฟในช่องปาก และการบ้วน ขาดจังหวะที่ดีในการค่อยๆ ดมกลิ่น ทำให้ไม่สามารถสัมผัสรายละเอียดที่ซ่อนมาในกาแฟได้</li>
</ol>
<p>สำหรับผมกาแฟมีสีดำ เป็นสีแห่งความลึกและลี้ลับ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟจากสวนไหนในโลกล้วนให้น้ำสีดำคล้ายกันทั้งหมด แต่ในน้ำสีดำนั้นกลับเป็นที่รวมของกลิ่นและรสชาติเกือบทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกนี้ การชิมกาแฟเหมือนเป็นการดำดิ่งลงไปในความมืดมนต์นั้นเพื่อสัมผัสความจริง และธรรมชาติบางอย่าง เมื่อเราพบมันก็เหมือนเราได้พบตัวเอง ความซาบซึ้งและปิติอาจเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>ถ้าในสีดำนั้นมีความจริงอยู่ มันก็คงเหมือนความจริงอื่นๆ ที่บางครั้งแม้นตั้งอยู่ตรงหน้าแต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ ต้องอาศัยวิถีทางบางอย่างเพื่อไปสู่มันให้ได้ พูดไปพูดมาจะกลายเป็นเรื่องศาสนาไปแล้ว หากมันเหมือนเป็นเรื่องเดียวกันแท้ๆ เส้นทางเข้าถึงกาแฟนั้นถ้าปัญหาคือ 2 ข้อข้างต้นที่กล่าวมา คงต้องใช้วิธีหาโอกาสดื่มหรือชิมกาแฟกับคนที่มีประสบการณ์สูงกว่าครับ จะทำให้สามารถเรียนรู้ได้เร็วขึ้น และต้องมีเวลาในการฝึกฝนที่สม่ำเสมอ เราจะ slurp ได้แรงขึ้น และสามารถสัมผัสรสชาติแฝงต่างๆ ได้มากขึ้น เราจะรู้จังหวะว่าเคี้ยวกาแฟนานแค่ไหนจึงจะพอเหมาะ การอมกาแฟในปากนานเกินไปอาจทำให้รสชาติชัดเจนน้อยลง รวมถึงจังหวะการดมกลิ่น หากเราตั้งใจดมและสูดกลิ่นเข้าแรงเกินไป จมูกมักจะพยายามปรับตัวให้ชินกับกลิ่นนั้น เมื่อเรามีประสบการณ์มากขึ้นเราจะรู้ว่าควรดมอย่างไรเพื่อให้ได้กลิ่นชัดเจนที่สุด</p>
<p>ผมจำได้แล้วว่าตอนที่ตัวเองเป็นนักชิมมือใหม่ยังมีอาการแบบเดียวกัน จนเมื่อผ่าน cupping session สัก 3-4 ครั้งจึงค่อยๆ ดีขึ้น และสนุกมากขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากให้กำลังใจนักชิมมือใหม่ทุกท่านครับ ว่าอย่าเพิ่งละความพยายาม ให้คิดว่าการเข้าถึงธรรมชาติส่วนเล็กๆ นี้ อย่างไรเสียน่าจะสนุกรื่นรมย์และง่ายกว่าการนั่งวิปัสนาหรือบำเพ็ญเพียรอย่างอื่นเป็นไหนๆ หากแม้นเข้าถึงมันได้แล้วความซาบซึ้งอาจมากพอเทียบเคียงกันได้</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="396" height="250" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/o5phZShF8s8&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="396" height="250" src="http://www.youtube.com/v/o5phZShF8s8&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"></embed></object></p>
<p>สุดท้ายต้องขอขอบคุณคุณบุ๊งบางกอกเอสเปรสโซแลปอีกครั้งที่มาช่วย ทำให้งานมีสีสันมากขึ้น และขอบคุณทุกๆ ท่านที่สละเวลามากัน ผมถือเป็นกำลังใจของพวกเราคนทำกาแฟคุณภาพให้ตั้งใจทำงานต่อไป และอยากให้ช่วยกัน comment ว่าควรปรับปรุงรูปแบบหรือการจัดการอย่างไรบ้างเพื่อให้การจัดครั้งต่อไปมีประโยชน์และมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2010/02/young_coffee_cupper/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>17</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คัปปิ้ง 4 : ตอน รู้จักกาแฟโลก</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2010/02/cupping-world-coffee/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2010/02/cupping-world-coffee/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Feb 2010 18:37:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[cupping]]></category>
		<category><![CDATA[คัปปิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ชิมกาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=810</guid>
		<description><![CDATA[ปัญหาของคนที่เริ่มฝึกชิมกาแฟคือการพรรณนาสิ่งที่สัมผัสได้ออกมาให้คนที่ฟังอยู่ได้เข้าใจ คุณครูที่สอนชิมกาแฟผมถึงกับบอกว่าการชิมกาแฟนั้นที่แท้มันเป็นเรื่อง &#8220;การสื่อสาร&#8221; หรือ communication จำได้ว่าตอนที่เข้าชิมกาแฟกับท่านใหม่ๆ พวกเราถูกรุกไล่เคี่ยวเข็ญให้พูดออกมา พูดมันออกมา เราก็มึนซิครับไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เพราะประสบการณ์กับการชิมกาแฟตอนนั้นเกือบเท่ากับศูนย์ รู้แต่เปรี้ยวๆ  ขมๆ หอมๆ  เหม็นๆ อะไรอย่างนั้น จนเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น จึงค่อยๆ พูดได้มากขึ้นเอง ผมก็อาศัยรูปแบบจากบรรดาคุณครูทั้งหลาย บางครั้งถูกบ้างผิดบ้างแต่ไม่ค่อยกลัวและไม่อายแล้ว อย่างไรเสียท่านว่าดีกว่าไม่พูดมันออกมา ถ้าไม่พูดออกมาหมายถึงไม่สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงอะไรได้ ผมมาจับหลักได้ว่าสิ่งที่เราสามารถพบได้ในกาแฟนั้นมีมากมาย หากเราจัดกลุ่มสักหน่อยและค่อยๆ เรียนรู้มันไปทีละนิดจะทำให้ง่ายและสนุกขึ้น อย่างแรกเลยที่สำคัญมากคือกลุ่มข้อบกพร่องต่างๆ หรือ defect กลุ่มนี้มีเยอะไปหมด ผมจะหาโอกาสมาเรียบเรียงให้ฟังในโอกาสต่อไป แต่ที่อยากพูดถึงตอนนี้คือ กลุ่มของ origin character  หรือบุคคลิกกาแฟจากแหล่งปลูก ซึ่งหากเราพอมีความรู้บ้างจะทำให้สามารถเริ่มพรรณนากาแฟได้ง่ายขึ้น สำหรับ origin character นี้ ถ้าให้ง่ายเราควรแบ่งแหล่งปลูกกาแฟตามทวีปเสียก่อน หลายท่านคงทราบอยู่แล้วว่าแหล่งปลูกกาแฟในโลกมาจากบริเวณแถบเส้นศูนย์สูตรใน 3 ทวีปสำคัญ ได้แก่ ละตินอเมริกา อัฟริกา และเอเซีย เราอาจสังเกตลักษณะของกาแฟที่แตกต่างกันอย่างง่ายๆ ได้ดังนี้ กาแฟจากละตินอเมริกา  มีอซิดิตี้กลางถึงสูง บางตัวมีกลิ่นรสของถั่ว บางตัวมีกลิ่นรสผลไม้ รสชาติมีความสมดุลย์ กาแฟจากอัฟริกา ส่วนใหญ่มีอซิดิตี้สูง ออกผลไม้สดรสเปรี้ยว หรือ citrusy แบบมะนาว  มีกลิ่นหอมแรงของพวกดอกไม้ บ๊วย  หรือผลไม้รสเปรี้ยว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญหาของคนที่เริ่มฝึกชิมกาแฟคือการพรรณนาสิ่งที่สัมผัสได้ออกมาให้คนที่ฟังอยู่ได้เข้าใจ คุณครูที่สอนชิมกาแฟผมถึงกับบอกว่าการชิมกาแฟนั้นที่แท้มันเป็นเรื่อง <strong>&#8220;การสื่อสาร&#8221;</strong> หรือ communication จำได้ว่าตอนที่เข้าชิมกาแฟกับท่านใหม่ๆ พวกเราถูกรุกไล่เคี่ยวเข็ญให้พูดออกมา พูดมันออกมา เราก็มึนซิครับไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เพราะประสบการณ์กับการชิมกาแฟตอนนั้นเกือบเท่ากับศูนย์ รู้แต่เปรี้ยวๆ  ขมๆ หอมๆ  เหม็นๆ อะไรอย่างนั้น</p>
<p><span id="more-810"></span>จนเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น จึงค่อยๆ พูดได้มากขึ้นเอง ผมก็อาศัยรูปแบบจากบรรดาคุณครูทั้งหลาย บางครั้งถูกบ้างผิดบ้างแต่ไม่ค่อยกลัวและไม่อายแล้ว อย่างไรเสียท่านว่าดีกว่าไม่พูดมันออกมา ถ้าไม่พูดออกมาหมายถึงไม่สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงอะไรได้</p>
<p>ผมมาจับหลักได้ว่าสิ่งที่เราสามารถพบได้ในกาแฟนั้นมีมากมาย หากเราจัดกลุ่มสักหน่อยและค่อยๆ เรียนรู้มันไปทีละนิดจะทำให้ง่ายและสนุกขึ้น อย่างแรกเลยที่สำคัญมากคือกลุ่มข้อบกพร่องต่างๆ หรือ defect กลุ่มนี้มีเยอะไปหมด ผมจะหาโอกาสมาเรียบเรียงให้ฟังในโอกาสต่อไป แต่ที่อยากพูดถึงตอนนี้คือ กลุ่มของ <strong>origin character</strong>  หรือบุคคลิกกาแฟจากแหล่งปลูก ซึ่งหากเราพอมีความรู้บ้างจะทำให้สามารถเริ่มพรรณนากาแฟได้ง่ายขึ้น</p>
<p><img class="alignnone" title="world coffee" src="http://www.seat2cup.com/images/t-map-coffee.gif" alt="" width="540" height="308" /></p>
<p>สำหรับ origin character นี้ ถ้าให้ง่ายเราควรแบ่งแหล่งปลูกกาแฟตามทวีปเสียก่อน หลายท่านคงทราบอยู่แล้วว่าแหล่งปลูกกาแฟในโลกมาจากบริเวณแถบเส้นศูนย์สูตรใน 3 ทวีปสำคัญ ได้แก่ ละตินอเมริกา อัฟริกา และเอเซีย เราอาจสังเกตลักษณะของกาแฟที่แตกต่างกันอย่างง่ายๆ ได้ดังนี้</p>
<ol>
<li><strong>กาแฟจากละตินอเมริกา</strong>  มีอซิดิตี้กลางถึงสูง บางตัวมีกลิ่นรสของถั่ว บางตัวมีกลิ่นรสผลไม้ รสชาติมีความสมดุลย์</li>
<li><strong>กาแฟจากอัฟริกา</strong> ส่วนใหญ่มีอซิดิตี้สูง ออกผลไม้สดรสเปรี้ยว หรือ citrusy แบบมะนาว  มีกลิ่นหอมแรงของพวกดอกไม้ บ๊วย  หรือผลไม้รสเปรี้ยว</li>
<li><strong>กาแฟจากเอเซีย</strong> ส่วนใหญ่มีอซิดิตี้ต่ำ บอดี้เยอะ รสชาติเป็นแบบ lowtone มีความลึก มีกลิ่น ถั่ว ช็อคโกแล้ต เครื่องเทศ หรือถ้าเป็นผลไม้ก็เป็นผลไม้สุกงอม</li>
</ol>
<p>อันนี้เป็นแบบคร่าวๆ นะครับ แท้ที่จริงกาแฟจากแต่ละประเทศหรือลึกลงไปในแต่ละจังหวัดหรือแต่ละสวนยังอาจมีความแตกต่างกันไปได้ต่างๆ นาๆ เราจะค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์และทำความรู้จักให้ละเอียดลงไปทีละนิด โดยอาจเริ่มจากประเทศที่ปลูกกาแฟกันมากๆ ก่อนอย่างเช่น</p>
<p><strong>ละตินอเมริกา</strong></p>
<ol>
<li><strong>บราซิล</strong>    ถั่ว ครีม ช็อคโกแล้ต อซิดิตี้ต่ำ ความสมดุลย์สูง นุ่มนวล</li>
<li><strong>โคลอมเบีย</strong> ถั่ว ผลไม้ อซิดิตี้ปานกลาง ความสมดุลย์สูง </li>
<li><strong>กัวเตมาลา</strong> อซิดิตี้ปานกลางถึงสูง ได้กลิ่นหอมของผลไม้รสเปรี้ยวอย่างพวกเบอรี่ แอปเปิ้ล บอดี้ดี หากคั่วเข้มอาจได้ดาร์กช็อคโกแล้ตด้วย</li>
</ol>
<p><strong>อัฟริกา</strong></p>
<ol>
<li><strong>เอธิโอเปีย</strong>  อซิดิตี้สูงถึงสูงมาก ผลไม้เปรี้ยวอย่างมะนาว บลูเบอรี่ กลิ่นหอมแรงหอมดอกไม้ผลไม้ บางครั้งอาจได้สมุนไพรด้วย</li>
</ol>
<p><strong>เอเซีย</strong></p>
<ol>
<li><strong>อินเดีย</strong> อซิดิตี้ต่ำ ถั่ว ช็อคโกแล้ต เครื่องเทศ บอดี้ดี  ความสมดุลย์ดี นุ่มนวล</li>
<li><strong>อินโดนีเซีย</strong>  อซิดิตี้ต่ำ บอดี้หนักถึงหนักมาก ช็อคโกแล้ต เครื่องเทศ กาแฟมีความลึกด้วยกลิ่นดิน หรือ earthy </li>
</ol>
<p>ทั้ง 6 ประเทศที่กล่าวมานี้อยู่ใน top 10 ของประเทศที่ผลิตกาแฟมากที่สุดในโลก เป็นกาแฟที่เราน่าจะมีโอกาสพบได้ง่าย ด้วยความรู้พื้นฐานแบบนี้จะทำให้เราค่อยๆ รู้จักกาแฟละเอียดขึ้น และถ้าลึกลงไปอีกในแต่ละประเทศเราค่อยดูว่าแต่ละเขตแคว้นนั้นมีลักษณะเฉพาะอะไร  เช่น กาแฟเอธิโอเปีย ยังมี ฮารา ซิดาโม  จิมม่า เยอกาเชฟ และอื่นๆ  ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่โดดเ่ด่นของใครของเขา</p>
<p>เอาเท่านี้ก่อนนะครับ จะเห็นว่าถ้าเรามีพื้นของกาแฟโลกไว้บ้าง เมื่อเราต้องชิมกาแฟอะไรเราอาจพอนึกได้ว่ากาแฟตรงหน้าเรานั้นน่าจะเป็นแนวไหนโทนไหน การพรรณนาคงเริ่มจากกว้างๆ ก่อน เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นจึงอาจพูดได้ลึกและละเอียดขึ้นเองเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลา ข้อเสียนิดเดียวของเทคนิคนี้คือบางทีมันจะฝังหัวทำให้เกิดอคติได้ เช่นถ้าเราดันสังหรณ์ว่ากาแฟตัวนี้น่าจะเป็นอะไรแล้ว เราจะนึกฝันต่อไปเองว่ามันจะต้องมีไอ้โน่นไอ้นี่ด้วย ทั้งๆ ที่ในแก้วนั้นอาจไม่มี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2010/02/cupping-world-coffee/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชิมกาแฟที่ซีททูคัพ ตอนกาแฟอาเซียน</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2010/02/cupping/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2010/02/cupping/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Feb 2010 02:16:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[cupping]]></category>
		<category><![CDATA[ชิมกาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=794</guid>
		<description><![CDATA[ได้ฤกษ์แล้วครับ ซีททูคัพเชิญท่านที่สนใจการชิมกาแฟมาพบปะสังสรรค์และชิมกาแฟร่วมกัน ที่ร้านกาแฟซีททูคัพ อาคารชาญอิสสระ 2 วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ เวลา 14.00 น. &#8211; 16.00 น. โดยครั้งนี้ผมตั้งชื่อตอนไว้ว่า &#8221;กาแฟอาเซียน&#8221;  โหนกระแสกาแฟอาฟต้าที่กำลังจะทะลักเข้ามา แต่แท้ที่จริงมีกาแฟอาเซียนไม่มากหรอกครับ ที่เตรียมไว้เช่นกาแฟสุมาตราแมนดีลิ่ง กาแฟชวาจากอินโดนีเซีย และอาจมีกาแฟเวียตนาม หรือลาวบ้างมาให้เปรียบเทียบกับกาแฟไทย และกาแฟที่ดีๆ จากทวีปอื่นๆ หวังให้เป็นข้อสนทนาหลักของการพบครั้งนี้เท่านั้นเอง ไฮไล์ท์นอกจากท่านจะได้พบกาแฟที่หลากหลายแล้ว ครั้งนี้ผมเชิญ คุณบุ๊งบางกอกเอสเปรสโซแล็ป เพื่อนนักคั่วกาแฟของเรามาช่วยนำชิมด้วย มั่นใจว่าผู้ร่วมชิมจะได้มุมมองและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์แน่นอน ครั้งนี้ไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ นะครับ หวังแค่ว่าจะมีเพื่อนๆ มาร่วมด้วยหลายๆ คน สำหรับท่านที่มั่นใจว่ามาได้แน่ๆ ช่วยลงชื่อไว้ด้านล่างเป็นการสำรองที่ด้วยนะครับ เพื่อให้มั่นใจว่าท่านจะมีกาแฟไว้ชิมเป็นของท่านเองไม่ต้องแบ่งใคร  แล้วพบกันนะครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" title="cupping" src="http://www.seat2cup.com/images/seat_cupping.jpg" alt="" width="274" height="365" />ได้ฤกษ์แล้วครับ ซีททูคัพเชิญท่านที่สนใจการชิมกาแฟมาพบปะสังสรรค์และชิมกาแฟร่วมกัน ที่ร้านกาแฟซีททูคัพ อาคารชาญอิสสระ 2 วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ เวลา 14.00 น. &#8211; 16.00 น.</p>
<p>โดยครั้งนี้ผมตั้งชื่อตอนไว้ว่า &#8221;กาแฟอาเซียน&#8221;  โหนกระแสกาแฟอาฟต้าที่กำลังจะทะลักเข้ามา แต่แท้ที่จริงมีกาแฟอาเซียนไม่มากหรอกครับ ที่เตรียมไว้เช่นกาแฟสุมาตราแมนดีลิ่ง กาแฟชวาจากอินโดนีเซีย และอาจมีกาแฟเวียตนาม หรือลาวบ้างมาให้เปรียบเทียบกับกาแฟไทย และกาแฟที่ดีๆ จากทวีปอื่นๆ หวังให้เป็นข้อสนทนาหลักของการพบครั้งนี้เท่านั้นเอง</p>
<p><span id="more-794"></span>ไฮไล์ท์นอกจากท่านจะได้พบกาแฟที่หลากหลายแล้ว ครั้งนี้ผมเชิญ คุณบุ๊ง<a href="http://bkksprolab.com" target="_blank">บางกอกเอสเปรสโซแล็ป </a>เพื่อนนักคั่วกาแฟของเรามาช่วยนำชิมด้วย มั่นใจว่าผู้ร่วมชิมจะได้มุมมองและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์แน่นอน</p>
<p>ครั้งนี้ไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ นะครับ หวังแค่ว่าจะมีเพื่อนๆ มาร่วมด้วยหลายๆ คน สำหรับท่านที่มั่นใจว่ามาได้แน่ๆ ช่วยลงชื่อไว้ด้านล่างเป็นการสำรองที่ด้วยนะครับ เพื่อให้มั่นใจว่าท่านจะมีกาแฟไว้ชิมเป็นของท่านเองไม่ต้องแบ่งใคร  แล้วพบกันนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2010/02/cupping/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คัปปิ้ง 3 : ตัวอย่าง</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2010/01/cupping3/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2010/01/cupping3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 Jan 2010 17:30:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[cupping]]></category>
		<category><![CDATA[ชิมกาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=768</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนอาจเคยเห็นโปรฝรั่งทำคัปปิ้งกันบ้างแล้ว ผมเอาภาพที่พวกเราทำกันที่ร้านมาให้ดูบ้าง เพื่อให้เห็นว่าถ้าเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้ว เราทำกันได้ง่ายๆ และสามารถทำได้บ่อยๆ เป็นการฝึกทักษะการชิม และเป็นการเสริมความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับบาริสต้าของเราได้ด้วย ที่เห็นในคลิปนั้นเราทดสอบกาแฟตัวเดียวกันแต่ลองใช้ปริมาณกาแฟต่างกันไปคือ 7 8 และ 9 กรัม ทดลองชิมบอดเพื่อทดสอบประสาทสัมผัสว่าสามารถแยกแยะได้หรือไม่ว่าถ้วยไหนเข้มข้นกว่ากัน และเป็นการหา brew ratio ที่เหมาะสมกับถ้วยขนาด 6.5 ออนซ์ที่เราเพิ่งนำมาใช้ เพื่อใช้สำหรับการทำคัปปิ้งในครั้งต่อๆ ไป ส่วนตัวผมพบว่าการทดลองครั้งนี้ค่อนข้างยาก รสชาติแต่ละถ้วยใกล้เคียงกันมาก รู้สึกแค่ว่ามีถ้วยหนึ่งน้ำกาแฟเย็นกว่าถ้วยอื่นๆ เลยเดาว่าถ้วยนี้น่าจะใช้กาแฟเยอะที่สุด แต่บาริสต้าของเราบางคนสามารถสัมผัสความข้นที่ต่างกันได้และสามารถเรียงลำดับได้ถูกต้องทั้งหมด เมื่อถามความเห็นกันทั่วแล้วจึงลงมติกันว่าสำหรับแก้วขนาดนี้ให้ใช้กาแฟ 8 กรัมน่าจะเหมาะที่สุด เพราะให้รสชาติชัดเจนกว่า ในขณะที่แก้วที่ใช้ 9 กรัมนั้นเข้มข้นไปและทำให้ไม่เห็นรายละเอียดบางอย่างในกาแฟ ส่วนแก้ว 7 กรัมนั้นอ่อนเกินไป ผมพยายามทำง่ายๆ เร็วๆ ในช่วงที่ลูกค้าไม่เยอะ ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จครับ เป็นการสะสมประสบการณ์ทีละเล็กทีละน้อย และอยากเชิญชวนทุกท่านที่ทำงานเกี่ยวกับกาแฟให้จัดสถานีเล็กๆ ง่ายๆ ขึ้นในร้าน ให้สามารถชิมกาแฟได้บ่อยๆ อย่าลืมว่ากาแฟกว่าจะมาอยู่ในถ้วยได้นั้นต้องผ่านความยากลำบากนานัป หากเราไม่สามารถรับรู้ความดีงามในกาแฟแต่เมล็ดได้อย่างเต็มที่แล้ว ความยากลำบากต่างๆ ที่ต้องแลกมาอาจถือเป็นความสูญเปล่าได้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนอาจเคยเห็นโปรฝรั่งทำคัปปิ้งกันบ้างแล้ว ผมเอาภาพที่พวกเราทำกันที่ร้านมาให้ดูบ้าง เพื่อให้เห็นว่าถ้าเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้ว เราทำกันได้ง่ายๆ และสามารถทำได้บ่อยๆ เป็นการฝึกทักษะการชิม และเป็นการเสริมความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับบาริสต้าของเราได้ด้วย<br />
<object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="396" height="279" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/Uo2oN44oL2k&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="396" height="279" src="http://www.youtube.com/v/Uo2oN44oL2k&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"></embed></object><br />
ที่เห็นในคลิปนั้นเราทดสอบกาแฟตัวเดียวกันแต่ลองใช้ปริมาณกาแฟต่างกันไปคือ 7 8 และ 9 กรัม ทดลองชิมบอดเพื่อทดสอบประสาทสัมผัสว่าสามารถแยกแยะได้หรือไม่ว่าถ้วยไหนเข้มข้นกว่ากัน และเป็นการหา brew ratio ที่เหมาะสมกับถ้วยขนาด 6.5 ออนซ์ที่เราเพิ่งนำมาใช้ เพื่อใช้สำหรับการทำคัปปิ้งในครั้งต่อๆ ไป ส่วนตัวผมพบว่าการทดลองครั้งนี้ค่อนข้างยาก รสชาติแต่ละถ้วยใกล้เคียงกันมาก รู้สึกแค่ว่ามีถ้วยหนึ่งน้ำกาแฟเย็นกว่าถ้วยอื่นๆ เลยเดาว่าถ้วยนี้น่าจะใช้กาแฟเยอะที่สุด แต่บาริสต้าของเราบางคนสามารถสัมผัสความข้นที่ต่างกันได้และสามารถเรียงลำดับได้ถูกต้องทั้งหมด เมื่อถามความเห็นกันทั่วแล้วจึงลงมติกันว่าสำหรับแก้วขนาดนี้ให้ใช้กาแฟ 8 กรัมน่าจะเหมาะที่สุด เพราะให้รสชาติชัดเจนกว่า ในขณะที่แก้วที่ใช้ 9 กรัมนั้นเข้มข้นไปและทำให้ไม่เห็นรายละเอียดบางอย่างในกาแฟ ส่วนแก้ว 7 กรัมนั้นอ่อนเกินไป</p>
<p>ผมพยายามทำง่ายๆ เร็วๆ ในช่วงที่ลูกค้าไม่เยอะ ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จครับ เป็นการสะสมประสบการณ์ทีละเล็กทีละน้อย และอยากเชิญชวนทุกท่านที่ทำงานเกี่ยวกับกาแฟให้จัดสถานีเล็กๆ ง่ายๆ ขึ้นในร้าน ให้สามารถชิมกาแฟได้บ่อยๆ อย่าลืมว่ากาแฟกว่าจะมาอยู่ในถ้วยได้นั้นต้องผ่านความยากลำบากนานัป หากเราไม่สามารถรับรู้ความดีงามในกาแฟแต่เมล็ดได้อย่างเต็มที่แล้ว ความยากลำบากต่างๆ ที่ต้องแลกมาอาจถือเป็นความสูญเปล่าได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2010/01/cupping3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คัปปิ้ง 0 : ตอนตั้งหลัก</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2010/01/cupping_principle/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2010/01/cupping_principle/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 Jan 2010 18:00:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[cupping]]></category>
		<category><![CDATA[คัปปิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ชิมกาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=748</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ได้ตั้งใจให้สับสนนะครับที่ชวนตั้งโต๊ะชิมไปแล้ว ยังให้กลับมาตั้งหลักอะไรอีก แต่บังเอิญมันเพิ่งนึกได้ว่าเรื่องนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน มิฉะนั้นแล้วการชิมจะไร้ทิศทาง คือชิมแล้วไม่เกิดความรู้อะไรขึ้นมา อย่างมากก็คือ..เออ อร่อยดี ชอบ ไม่ชอบ อะไรอย่างนั้น หลักที่ผมใช้ในการชิมกาแฟคือ ชิมในลักษณะเปรียบเทียบเสมอ หมายความว่าผมจะไม่ชิมทดสอบกาแฟเพียงตัวเดียว ผมจะหากาแฟตัวอื่นมาเปรียบเทียบเสมอ ถึงแม้ต้องการประเมินกาแฟเพียงตัวใดตัวหนึ่ง ผมก็ยังต้องหากาแฟอีกตัวมาเทียบด้วยเสมอ เทคนิคนี้คัปเปอร์บางคนนิยมใช้กาแฟที่กลางๆ คือมีทุกอย่างกลางๆ อย่างกาแฟคอสตาริกาไว้เป็นตัวเปรียบเทียบ เมื่อเราต้องการประเมินกาแฟตัวใดตัวหนึ่งอย่างน้อยเราจะรู้ว่ากาแฟตัวนี้มีอะไรมากน้อยกว่ากาแฟตัวเราใช้อ้างอิงหรือเป็นหลักเทียบไว้ ชิมคนเดียวนั้นดี แต่ชิม 2 คนดีกว่าเพราะไม่ว่าเพื่อนที่ชิมด้วยจะมีทักษะมากน้อยแค่ไหน แต่ผมพบว่าความเห็นของเพื่อนที่ชิมด้วยกันไม่ว่าใครมักจะให้ความคิดดีๆ เสมอ แต่ไม่ว่าจะชิมกันกี่คนก็ตาม สมาธิในการชิมเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุยกันหรือมีหลุดปากชี้นำกันเช่นได้รสโน้น กลิ่นนี้ อาจทำให้เราประเมินกาแฟพลาดได้ กำหนดวัตุประสงค์ในการชิมให้ชัดเจน เรื่องนี้ผมเคยอ่านข้อเขียนของ John gant นักคั่วกาแฟมือเก๋าชาวนิวยอร์คเมื่อนานแล้ว กลับไปหาอ่านต้นฉบับจะเอามาอ้างอิงสักหน่อยยังหาไม่ได้ เท่าที่จำได้ท่านว่า จุดประสงค์การชิมนั้นต่างๆ กันไป เช่น ชิมเพื่อเทียบบุคลิกของแหล่งปลูกที่ต่างกัน ชิมเพื่อเทียบแหล่งปลูกเดียวกันแต่ใช้กระบวนการผลิตต่างกัน ชิมแหล่งปลูกเดียวกันแต่ต่างสายพันธุ์กัน ชิมกาแฟตัวเดียวกันแต่ต่างระดับการคั่ว ชิมกาแฟตัวเดียวกันระดับการคั่วเดียวกันแต่ต่างวิธีคั่วหรือต่างโปรไฟล์กัน การกำหนดวัตถุประสงค์ของการชิมที่ชัดเจนจะทำให้เราเตรียมตัวอย่างกาแฟได้ถูกต้องเหมาะสม และเมื่อชิมเสร็จแล้วจะทำให้เกิดความรู้ทุกครั้งไป ให้ความสำคัญกับบริบทหรือ context ของกาแฟ การชิมเปรียบเทียบกาแฟให้ยุติธรรมต้องคำนึงถึงบริบทเสมอมิฉะนั้นผลการชิมอาจได้เพียงชอบ ไม่ชอบ เรื่องนี้เจมส์ ฮอฟแมน แชมป์โลกบาริสต้าปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ได้ตั้งใจให้สับสนนะครับที่ชวนตั้งโต๊ะชิมไปแล้ว ยังให้กลับมาตั้งหลักอะไรอีก แต่บังเอิญมันเพิ่งนึกได้ว่าเรื่องนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน มิฉะนั้นแล้วการชิมจะไร้ทิศทาง คือชิมแล้วไม่เกิดความรู้อะไรขึ้นมา อย่างมากก็คือ..เออ อร่อยดี ชอบ ไม่ชอบ อะไรอย่างนั้น</p>
<p><span id="more-748"></span>หลักที่ผมใช้ในการชิมกาแฟคือ</p>
<ol>
<li><strong>ชิมในลักษณะเปรียบเทียบเสมอ</strong> หมายความว่าผมจะไม่ชิมทดสอบกาแฟเพียงตัวเดียว ผมจะหากาแฟตัวอื่นมาเปรียบเทียบเสมอ ถึงแม้ต้องการประเมินกาแฟเพียงตัวใดตัวหนึ่ง ผมก็ยังต้องหากาแฟอีกตัวมาเทียบด้วยเสมอ เทคนิคนี้คัปเปอร์บางคนนิยมใช้กาแฟที่กลางๆ คือมีทุกอย่างกลางๆ อย่างกาแฟคอสตาริกาไว้เป็นตัวเปรียบเทียบ เมื่อเราต้องการประเมินกาแฟตัวใดตัวหนึ่งอย่างน้อยเราจะรู้ว่ากาแฟตัวนี้มีอะไรมากน้อยกว่ากาแฟตัวเราใช้อ้างอิงหรือเป็นหลักเทียบไว้</li>
<li><strong>ชิมคนเดียวนั้นดี แต่ชิม 2 คนดีกว่า</strong>เพราะไม่ว่าเพื่อนที่ชิมด้วยจะมีทักษะมากน้อยแค่ไหน แต่ผมพบว่าความเห็นของเพื่อนที่ชิมด้วยกันไม่ว่าใครมักจะให้ความคิดดีๆ เสมอ แต่ไม่ว่าจะชิมกันกี่คนก็ตาม สมาธิในการชิมเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุยกันหรือมีหลุดปากชี้นำกันเช่นได้รสโน้น กลิ่นนี้ อาจทำให้เราประเมินกาแฟพลาดได้</li>
<li><strong>กำหนดวัตุประสงค์ในการชิมให้ชัดเจน</strong> เรื่องนี้ผมเคยอ่านข้อเขียนของ John gant นักคั่วกาแฟมือเก๋าชาวนิวยอร์คเมื่อนานแล้ว กลับไปหาอ่านต้นฉบับจะเอามาอ้างอิงสักหน่อยยังหาไม่ได้ เท่าที่จำได้ท่านว่า จุดประสงค์การชิมนั้นต่างๆ กันไป เช่น ชิมเพื่อเทียบบุคลิกของแหล่งปลูกที่ต่างกัน ชิมเพื่อเทียบแหล่งปลูกเดียวกันแต่ใช้กระบวนการผลิตต่างกัน ชิมแหล่งปลูกเดียวกันแต่ต่างสายพันธุ์กัน ชิมกาแฟตัวเดียวกันแต่ต่างระดับการคั่ว ชิมกาแฟตัวเดียวกันระดับการคั่วเดียวกันแต่ต่างวิธีคั่วหรือต่างโปรไฟล์กัน การกำหนดวัตถุประสงค์ของการชิมที่ชัดเจนจะทำให้เราเตรียมตัวอย่างกาแฟได้ถูกต้องเหมาะสม และเมื่อชิมเสร็จแล้วจะทำให้เกิดความรู้ทุกครั้งไป</li>
<li><strong>ให้ความสำคัญกับบริบทหรือ context</strong> ของกาแฟ การชิมเปรียบเทียบกาแฟให้ยุติธรรมต้องคำนึงถึงบริบทเสมอมิฉะนั้นผลการชิมอาจได้เพียงชอบ ไม่ชอบ เรื่องนี้เจมส์ ฮอฟแมน แชมป์โลกบาริสต้าปี 2007 เคยพูดไว้น่าคิด การเทียบกาแฟที่ไม่ได้อยู่ในบริบทเีดียวกันเช่นหากเทียบกาแฟอินเดียซึ่งเป็นลักษณะ low tone คือมี acidity ต่ำ กับกาแฟเคนยาซึ่งเป็นแบบ high range มี acidity จัดแบบ citrusy มากๆ เราจะได้ประสบการณ์ว่ากาแฟที่มีระดับ acidity ต่างกันนั้นเป็นอย่างไร บุคลิกของกาแฟจาก 2 แหล่งนี้ต่างกันอย่างไร แต่เป็นการยากที่เราจะเทียบคุณภาพของกาแฟ 2 ตัวนี้ด้วยการให้คะแนนได้ เรื่องนี้เป็นคำถามเดียวกันกับการให้คะแนนรสชาติในการแข่งขันชงกาแฟหรือบาริสต้า เนื่องจากกาแฟที่ผู้เข้าแข่งขันนำมาใช้นั้นแตกต่างกันไปทั้งหมด และบ่อยครั้งพบว่ากาแฟของแต่ละคนอาจต่างบริบทกัน จึงมีคนตั้งข้อสังเกตว่ากรรมการบางคนอาจให้คะแนนสูงกว่าใน<strong>กาแฟแบบที่ตัวเองชอบ</strong> ซึ่งถือว่าไม่ยุติธรรมต่อผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ</li>
</ol>
<p>เป็นหลัก 4 ข้ออีกแล้วครับ หากคัปเปอร์ท่านอื่นๆ อาจมีข้อคิดปลีกย่อย หรือเทคนิคเฉพาะตัวอื่นๆ อีก ที่ทำให้การชิมกาแฟดูเป็นเรื่องเป็นราวมีเนื้อหาสาระและได้ประโยชน์มากกว่า หรือเทียบกาแฟได้ยุติธรรมกว่า แต่สำหรับมือใหม่หวังว่านี่คงเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ยากเกินไปนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2010/01/cupping_principle/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คัปปิ้ง 2 : ตอน &#8220;ตั้งใจ&#8221;</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2010/01/cupping-2/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2010/01/cupping-2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Jan 2010 15:42:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[cupping]]></category>
		<category><![CDATA[คัปปิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ชิมกาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=753</guid>
		<description><![CDATA[ต่อจากเมื่อตั้งโต๊ะเตรียมน้ำกาแฟไว้เรียบร้อยแล้ว เราจะเริ่มชิมกันเลยครับ แม้ว่าเราจะพยายามทำให้สนุกสนานหากต้องใส่ความตั้งใจและสมาธิเข้าไปมากๆ ด้วย เพราะกลิ่นรสในกาแฟนั้นมีลักษณะซับซ้อนซ่อนกันออกมา ไม่ได้เห็นกันชัดๆ  หลักที่เราใช้สังเกตหรือประเมินกาแฟนั้น นำมาจากไวน์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตมาก่อนช้านาน เริ่มจาก กลิ่น หรือ aroma เรื่องนี้เราอาจเริ่มสังเกตตั้งแต่ที่มันเป็นกาแฟบดอยู่ในถ้วยแล้ว โปรเรียก &#8220;dry aroma&#8221; เราพบว่าบ่อยครั้งที่ดรายอโรม่าส่งสัญญาณว่าในถ้วยนั้นเราจะพบอะไรบ้าง ต่อเมื่อรินน้ำลงไปจนกาแฟเปียกกลายเป็น &#8220;wet aroma&#8221; ขึ้นมา เราจะสังเกตความเชื่อมโยงบางอย่าง จากที่กล่าวไปแล้วบางคนจะชอบดมช่วง breaking the clust บางคนช้อนกากออกก่อนแล้วรอให้เย็นลงสักหน่อย การดมนั้นควรค่อยๆ หายใจเข้าไป หากเราพยายามสูดหากลิ่นจะทำให้เราอาจไม่ได้รายละเอียดของกลิ่นมากนัก เพราะจมูกจะพยายามปรับตัวให้ชินกับกลิ่น เรื่องนี้คล้ายไล่จับผีเสื้อ ต้องนิ่งๆ ใจเย็นๆ แล้วกลิ่นจะลอยเข้าจมูกเราเอง  สิ่งที่เราสังเกตคือความหอมหรือกลิ่นปนเปื้อน กาแฟที่ดีควรมีกลิ่นหอมเชิญชวนให้ดื่ม หากเราได้กลิ่นของอะไร หรือกลิ่นตำหนิอะไรให้โน้ตไว้เท่าที่นึกถึงได้ เมื่อน้ำกาแฟมีอุณหภูมิลดลงพอที่ซดได้ เราจะค่อยๆ ใช้ช้อนตักน้ำกาแฟขึ้นมาเอาว่าเกือบๆ เต็มช้อนเลย แล้วห่อปากสูดน้ำเข้าไป ฝรั่งเรียก slurp ขณะที่ปากสูดน้ำกาแฟเข้าไปจมูกยังสูดกลิ่นเข้าไปด้วยพร้อมกัน จะทำให้ได้อโรม่าหรือกลิ่นกาแฟเข้าไปชัดยิ่งขึ้น โดยกลิ่นจะไปรวมกันที่จุดรับรู้กลิ่นหลังจมูกเหนือเพดานปากขึ้นไปที่เรียกระบบ olfatory มือใหม่อาจเริ่มจากค่อยๆ ซดไปก่อนโดยกลั้นหายใจไว้กันสำลัก ต่อเมื่อชำนาญขึ้นจะสามารถซดได้แรงขึ้นและสามารถหายใจไปพร้อมกันได้เอง เราพบว่าการซดที่แรงและได้ปริมาณน้ำกาแฟมากพอจะทำให้ช่องปากสามารถรับรู้รสได้ชัดเจนขึ้น จังหวะที่น้ำกาแฟสาดเข้าไปทั่วลิ้นและช่องปาก สิ่งแรกที่ต้องรีบสำรวจคือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ต่อจากเมื่อตั้งโต๊ะเตรียมน้ำกาแฟไว้เรียบร้อยแล้ว เราจะเริ่มชิมกันเลยครับ แม้ว่าเราจะพยายามทำให้สนุกสนานหากต้องใส่ความตั้งใจและสมาธิเข้าไปมากๆ ด้วย เพราะกลิ่นรสในกาแฟนั้นมีลักษณะซับซ้อนซ่อนกันออกมา ไม่ได้เห็นกันชัดๆ  หลักที่เราใช้สังเกตหรือประเมินกาแฟนั้น นำมาจากไวน์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตมาก่อนช้านาน เริ่มจาก<span id="more-753"></span></p>
<ol>
<li>กลิ่น หรือ <strong>aroma</strong> เรื่องนี้เราอาจเริ่มสังเกตตั้งแต่ที่มันเป็นกาแฟบดอยู่ในถ้วยแล้ว โปรเรียก &#8220;dry aroma&#8221; เราพบว่าบ่อยครั้งที่ดรายอโรม่าส่งสัญญาณว่าในถ้วยนั้นเราจะพบอะไรบ้าง ต่อเมื่อรินน้ำลงไปจนกาแฟเปียกกลายเป็น &#8220;wet aroma&#8221; ขึ้นมา เราจะสังเกตความเชื่อมโยงบางอย่าง จากที่กล่าวไปแล้วบางคนจะชอบดมช่วง breaking the clust บางคนช้อนกากออกก่อนแล้วรอให้เย็นลงสักหน่อย การดมนั้นควรค่อยๆ หายใจเข้าไป หากเราพยายามสูดหากลิ่นจะทำให้เราอาจไม่ได้รายละเอียดของกลิ่นมากนัก เพราะจมูกจะพยายามปรับตัวให้ชินกับกลิ่น เรื่องนี้คล้ายไล่จับผีเสื้อ ต้องนิ่งๆ ใจเย็นๆ แล้วกลิ่นจะลอยเข้าจมูกเราเอง  สิ่งที่เราสังเกตคือความหอมหรือกลิ่นปนเปื้อน กาแฟที่ดีควรมีกลิ่นหอมเชิญชวนให้ดื่ม หากเราได้กลิ่นของอะไร หรือกลิ่นตำหนิอะไรให้โน้ตไว้เท่าที่นึกถึงได้</li>
<li>เมื่อน้ำกาแฟมีอุณหภูมิลดลงพอที่ซดได้ เราจะค่อยๆ ใช้ช้อนตักน้ำกาแฟขึ้นมาเอาว่าเกือบๆ เต็มช้อนเลย แล้วห่อปากสูดน้ำเข้าไป ฝรั่งเรียก <strong>slurp</strong> ขณะที่ปากสูดน้ำกาแฟเข้าไปจมูกยังสูดกลิ่นเข้าไปด้วยพร้อมกัน จะทำให้ได้อโรม่าหรือกลิ่นกาแฟเข้าไปชัดยิ่งขึ้น โดยกลิ่นจะไปรวมกันที่จุดรับรู้กลิ่นหลังจมูกเหนือเพดานปากขึ้นไปที่เรียกระบบ <strong>olfatory</strong> มือใหม่อาจเริ่มจากค่อยๆ ซดไปก่อนโดยกลั้นหายใจไว้กันสำลัก ต่อเมื่อชำนาญขึ้นจะสามารถซดได้แรงขึ้นและสามารถหายใจไปพร้อมกันได้เอง เราพบว่าการซดที่แรงและได้ปริมาณน้ำกาแฟมากพอจะทำให้ช่องปากสามารถรับรู้รสได้ชัดเจนขึ้น</li>
<li>จังหวะที่น้ำกาแฟสาดเข้าไปทั่วลิ้นและช่องปาก สิ่งแรกที่ต้องรีบสำรวจคือ <strong>acidity</strong> ของกาแฟ ว่าสดใสเพียงใด acidity คือความรู้สึกชุ่มฉ่ำจากกรดผลไม้อย่างที่ผลไม้มี ในแง่คุณภาพเราต้องการ acidity ที่สดใสนุ่มนวลในปาก ไม่ฝาด ไม่แห้ง ไม่คม ไม่เปรี้ยวเกินไป สามารถเผยความหวานตามธรรมชาติของกาแฟไปพร้อมกันได้ หากกาแฟมี acidity ไม่ดีหรือไม่มี เราอาจพบว่ากาแฟมีรสทื่อๆ ไม่มีมิติ ไม่สดใสชุ่มฉ่ำ ดูแบนๆ แห้งๆ บางทีฝาด คม บาง รสไม่แน่น ในขณะเดียวกันเรายังสำรวจความสมดุลย์ของรสเปรี้ยว หวาน เค็ม และขมไปพร้อมกัน รสต่างๆ เหล่านี้ต้องมีความสมดุลย์ลงตัวทำให้ดื่มแล้วอยากดื่มอีก</li>
<li>การชิมกาแฟเราอมๆ และเคี้ยวกาแฟอยู่ในปากไว้ไม่นานจึงบ้วนทิ้งไป เมื่อบ้วนออกไปแล้วเราจะพิจารณาถึงน้ำหนักหรือความข้นของน้ำกาแฟนั้นที่เรียกว่า<strong> Body</strong> น้ำกาแฟที่มีบอดี้หรือมีความข้นดีจะทำให้รสชาติกาแฟออกมาเต็มที่ คัปเปอร์บางท่านเมื่อพิจารณา body ยังรวมไปถึงความรู้สึกในปากหรือ <strong>mouth feel</strong> ไปด้วยพร้อมกัน กาแฟที่ดีควรมีบอดี้พอสมควรและให้ความรู้สึกนุ่มนวลในปาก ไม่บาด ไม่ขี่น ไม่คม ไม่ระคาย หรือทิ้งความรู้สึกแย่ๆ ไว้</li>
<li>สุดท้ายนอกจากเราจะบ้วนกาแฟออกเป็นส่วนใหญ่แล้วกันการได้รับคาเฟอีนมากเกินไป บางครั้งเราอาจกลืนบ้างเพื่อสำรวจ <strong>finish</strong> หรือ  <strong>aftertaste</strong> ของกาแฟซึ่งสำคัญมากเพราะจะเป็นความประทับใจที่ติดตรึงอยู่นานหลังการดื่มกาแฟเสร็จสิ้นไปแล้ว aftertaste บางคนหมายถึง <strong>flavor</strong> หรือรสชาติโดยรวมของกาแฟ ซึ่งเกิดจากกลิ่นและรสที่จมูกและช่องปากสัมผัสได้ และยังคงอยู่เมื่อกลืนไปแล้ว รสชาติของกาแฟที่เราพบโดยมากเช่น ถั่ว ครีม เครื่องเทศ ช้อคโกแล้ต ผลไม้ สมุนไพร มาพร้อมกับกลิ่นรสเปรี้ยวหวานเค็มและขม aftertaste ของกาแฟที่ดีจะติดรสชาติที่ดีๆ เหล่านี้ยาวนาน ไม่ขม ไม่ขื่น หรือมีรสแปลกๆ แย่ๆ ติดค้างไว้</li>
</ol>
<p>เพียงเท่านี้เราจะสามารถประเมินกาแฟได้อย่างง่ายๆ แล้ว ที่เหลือเป็นเรื่องของประสบการณ์ที่เกิดจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ผมเชื่อว่าประสาทสัมผัสของมนุษย์เราสามารถจับกลิ่นรสต่างๆ ในกาแฟได้อยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจไม่สามารถร้อยเรียงหรือนึกถึงคำพรรณนาที่ชัดเจนออกมาได้ จึงควรใช้วิธีค่อยๆ เรียนรู้คำศัพท์ที่ใช้พรรณนาทีละคำค่อยๆ สะสมไป รวมถึงประสบการณ์กับกลิ่นต่างๆ ที่ต้องค่อยๆ สั่งสมและจดจำไปทีละเล็กทีละน้อย</p>
<p>ผมจะยกตัวอย่างผลการคัปปิ้งกาแฟ <strong>Ethiopia Sidamo(washed)</strong> ที่ผมเพิ่งชิมไปเมื่อเร็วๆ นี้ อย่างนี้นะครับ</p>
<p>(aroma) กลิ่น juicy ออกแนว lemon หรือบลูเบอรี่เปรี้ยวๆ หรือพวก tart ซ่อนมาด้วยกลิ่นหอมดอกไม้ (คล้ายเยอกาเชฟ) และคล้ายชา</p>
<p>(acidity) ให้รสเปรี้ยวแบบผลไม้เปรี้ยวหรือ citrus ขมน้อย และหวานฉ่ำ</p>
<p>(body) ในขณะที่บอดี้ดีไม่ thin ไม่ lean แม้จะค่อนข้างเปรี้ยวแต่ยังให้ความรู้สึกนุ่มนวลหรือ soft ในปาก</p>
<p>(finish) จบด้วยความประทับใจ หวานหอม สะอาดสะอ้าน ติดนาน ไร้รสขม</p>
<p>ด้วยความสดใสชุ่มฉ่ำแบบผลไม้สดทำให้เมื่อดื่มแล้วผ่อนคลาย เหมาะกับการดื่มหลังจากงานที่เหนื่อยล้า และดื่มได้อย่างเพลิดเพลิน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2010/01/cupping-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คัปปิ้ง 1 : ตอนตั้งโต๊ะ</title>
		<link>http://www.seat2cup.com/blog/2010/01/cupping-setup/</link>
		<comments>http://www.seat2cup.com/blog/2010/01/cupping-setup/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 Jan 2010 18:38:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[cupping]]></category>
		<category><![CDATA[คัปปิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ชิมกาแฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.seat2cup.com/blog/?p=729</guid>
		<description><![CDATA[จากที่เิริ่มไว้ครั้งก่อนว่าชิมกาแฟกันทำไม และใครควรชิมกาแฟบ้าง กลับไปอ่านดูให้รู้ว่าลืมไปอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรทำด้วย นั่นคือลูกค้าผู้ดื่มครับ อันที่จริงลูกค้าเป็นพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกาแฟที่สำคัญที่สุด หากขาดคนกลุ่มนี้ไปก็ไม่รู้ว่าจะทำกาแฟดีๆ กันมาทำไม ถ้าไม่มีคนซื้อ ทุกอย่างคงจบกัน กลุ่มคนซื้อกาแฟดื่มจึงควรทำคัปปิ้งด้วยเพื่อพัฒนาทักษะการรับรู้ของตนเอง เพื่อความสุขสนุกสนาน เพื่อสุนทรียที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อคุ้มค่าเงินทุกสตางค์ที่จ่ายไป ฯลฯ และให้รู้ว่ากาแฟถ้วยเล็กๆ นั้นอาจถือเป็นรางวัลแห่งชีวิตได้ ส่วนจะเริ่มชิมนั้นผมขออนุญาติเล่าโดยแบ่งเป็นตอนๆ เพื่อไม่ให้ยาวยืดเกินไป เริ่มด้วยการ &#8220;ตั้งโต๊ะ&#8221; ชิมเสียก่อน หากเป็นอย่างง่ายๆ นะครับแบบกึ่งดิบกึ่งดี กึ่งสมัครเล่นกึ่งโปร สไตล์ที่ซีททูคัพใช้กัน เิริ่มจากเตรียมอุปกรณ์สำคัญให้พร้อม กอรปด้วยแก้วทรงเตี้ย(ถ้าสูงจะล้วงลงไปตักกาแฟยาก) ขนาด 6 ออนซ์ กาต้มน้ำ เทอร์โมมิเตอร์ ช้อนคัปปิ้งหรือช้อนแกง แก้วสำหรับน้ำดื่มล้างปาก โถล้างช้อน กระโถนบ้วน กระดาษโน้ต ปากกา ส่วนเครื่องบดกาแฟ และเครื่องชั่งกาแฟอย่างละเอียด เราแยกไปทำที่อื่นจะได้ไม่รกโต๊ะ  ทีละขั้นทีละตอน บดกาแฟทีละตัว โดยอย่าลืมบดไล่กาแฟที่ค้างอยู่จำนวนหนึ่งทิ้งไปด้วยกันการปนเปื้อน โดยความหยาบของกาแฟนั้นเป็นแบบกลางๆ หรือ medium grind ราวๆ ทรายหยาบ เรียกว่าถ้าปาลงบนกระดาษต้องกระจาย ไม่แหมะเป็นก้อน เรื่องนี้ยากที่จะบอกกันให้ชัดเจน อาจต้องใช้วิธีลองๆ กันไปก่อนครับ ถ้ารู้สึกว่าน้ำกาแฟเข้มข้นหรือสกปรก แบบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จากที่เิริ่มไว้ครั้งก่อนว่า<a href="http://www.seat2cup.com/blog/2009/11/y-cupping/" target="_blank">ชิมกาแฟกันทำไม</a> และใครควรชิมกาแฟบ้าง กลับไปอ่านดูให้รู้ว่าลืมไปอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรทำด้วย นั่นคือลูกค้าผู้ดื่มครับ อันที่จริงลูกค้าเป็นพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกาแฟที่สำคัญที่สุด หากขาดคนกลุ่มนี้ไปก็ไม่รู้ว่าจะทำกาแฟดีๆ กันมาทำไม ถ้าไม่มีคนซื้อ ทุกอย่างคงจบกัน กลุ่มคนซื้อกาแฟดื่มจึงควรทำคัปปิ้งด้วยเพื่อพัฒนาทักษะการรับรู้ของตนเอง เพื่อความสุขสนุกสนาน เพื่อสุนทรียที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อคุ้มค่าเงินทุกสตางค์ที่จ่ายไป ฯลฯ และให้รู้ว่ากาแฟถ้วยเล็กๆ นั้นอาจถือเป็นรางวัลแห่งชีวิตได้</p>
<p><span id="more-729"></span>ส่วนจะเริ่มชิมนั้นผมขออนุญาติเล่าโดยแบ่งเป็นตอนๆ เพื่อไม่ให้ยาวยืดเกินไป เริ่มด้วยการ &#8220;ตั้งโต๊ะ&#8221; ชิมเสียก่อน หากเป็นอย่างง่ายๆ นะครับแบบกึ่งดิบกึ่งดี กึ่งสมัครเล่นกึ่งโปร สไตล์ที่ซีททูคัพใช้กัน เิริ่มจากเตรียมอุปกรณ์สำคัญให้พร้อม กอรปด้วยแก้วทรงเตี้ย(ถ้าสูงจะล้วงลงไปตักกาแฟยาก) ขนาด 6 ออนซ์ กาต้มน้ำ เทอร์โมมิเตอร์ ช้อนคัปปิ้งหรือช้อนแกง แก้วสำหรับน้ำดื่มล้างปาก โถล้างช้อน กระโถนบ้วน กระดาษโน้ต ปากกา ส่วนเครื่องบดกาแฟ และเครื่องชั่งกาแฟอย่างละเอียด เราแยกไปทำที่อื่นจะได้ไม่รกโต๊ะ </p>
<p><strong>ทีละขั้นทีละตอน</strong></p>
<ol>
<li>บดกาแฟทีละตัว โดยอย่าลืมบดไล่กาแฟที่ค้างอยู่จำนวนหนึ่งทิ้งไปด้วยกันการปนเปื้อน โดยความหยาบของกาแฟนั้นเป็นแบบกลางๆ หรือ medium grind ราวๆ ทรายหยาบ เรียกว่าถ้าปาลงบนกระดาษต้องกระจาย ไม่แหมะเป็นก้อน เรื่องนี้ยากที่จะบอกกันให้ชัดเจน อาจต้องใช้วิธีลองๆ กันไปก่อนครับ ถ้ารู้สึกว่าน้ำกาแฟเข้มข้นหรือสกปรก แบบ muddy ให้บดหยาบขึ้น <img class="alignnone" title="grind size" src="http://www.seat2cup.com/images/cupping_grind.jpg" alt="" width="475" height="318" />ถ้ารู้สึกว่ารสอ่อนไปให้บดละเอียดขึ้น ส่วนปริมาณนั้น แต่ละแก้วขนาด 6 ออนซ์ ผมจะใช้เนื้อกาแฟประมาณ 8 กรัม เรื่องนี้เรียกว่าอัตราการชง ซึ่งก็เช่นกันครับ ถ้าเรารู้สึกว่าน้ำกาแฟเข้มหรืออ่อนไปจะต้องกลับมาปรับอัตราส่วนตรงนี้ใหม่ให้รสชาติกาแฟเหมาะสมหรือชิมง่ายขึ้น</li>
<li>ใส่ผงกาแฟที่บดและชั่งแล้วชงไปในแก้วแต่ละใบ เรานิยมชิมบอด หรือ cup blind จึงมักติดชื่อกาแฟไว้ที่ก้นถ้วยเพื่อกันอคติ(และจะเฉลยเมื่อชิมเสร็จแล้ว) ถ้าเป็นไปได้เราจะให้ผู้เสียสละ 1 คนเป็นคนติดเบอร์ไว้ที่ถ้วย คนนี้จะเป็นเพียงคนเดียวที่เห็นว่าแต่ละเบอร์นั้นคือกาแฟอะไร</li>
<li>ต้มน้ำจนเดือด <img class="alignnone" title="pour" src="http://www.seat2cup.com/images/cupping_pour.jpg" alt="" width="475" height="356" />แล้วรอสักพักจนอุณหภูมิลดลงเหลือประมาณ 92 องศาเซลเซียสจึงเทน้ำร้อนลงไปในแต่ละแก้วโดยพยายามให้ลวกกาแฟได้ถ้วนทั่วไม่ให้ส่วนใดเหลือแห้งไว้</li>
<li>รอให้กาแฟตกตะกอนประมาณ 3-4 นาที จึงค่อยๆ ใช้ช้อนแหวกกากกาแฟที่ลอยอยู่ด้านบนออก(ฝรั่งเรียก breaking the clust) แล้วบรรจงจ่อมจมูกลงไปใกล้ๆ หายใจเข้าเบาๆ เพื่อเสพกลิ่นที่แทรกตัวออกมา <img class="alignnone" title="coffee clust" src="http://www.seat2cup.com/images/cupping_clust.jpg" alt="" width="475" height="356" />บางคนก็ข้ามขั้นตอนนี้ไป โดยใช้ช้อนเขี่ยๆ กากให้ตกลงไปหรือช้อนกากส่วนที่ลอยทิ้งไป รอให้กาแฟเย็นลงอีกค่อยดมกลิ่นทีเดียว ช่วงที่กาแฟเริ่มเย็นลงหรือช่วงที่กาแฟอุ่นๆ ว่ากันว่าให้รายละเอียดของกลิ่นดีที่สุด</li>
<li>เมื่อตักกากกาแฟที่ลอยอยู่ออกไป รอให้กาแฟค่อยๆ เย็นลง จึงถือเป็นจังหวะที่เราจะใช้ช้อนซดชิมกาแฟกันแล้ว<img class="alignnone" title="break the clust" src="http://www.seat2cup.com/images/cupping_break.jpg" alt="" width="475" height="634" /></li>
</ol>
<p>ผมจะหยุดไว้เพียงเท่านี้ก่อน เพื่อย้ำว่าขั้นตอนการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ นี้สำคัญมาก ผมเคยสะเพร่าทำมันง่ายเกินไป แบบชงๆ ไป ยังไงก็ชิมได้ แต่เมื่อนานวันผ่่านไปจึงพบว่าการสักแต่ทำไปอย่างนั้นทำให้พัฒนาทักษะการชิมได้ช้ามาก และการชิมกาแฟแต่ละครั้งไม่ค่อยเกิดความรู้เท่าที่ควร เนื่องจากไม่สามารถคุมรสชาติกาแฟจากการชงได้ ยังไม่นับรวมถึงการคั่วกาแฟสำหรับชิมซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือหากการคั่วไม่ได้ระดับที่อ่อนพอและถ้ากาแฟแต่ละตัวถูกคั่วในระดับที่ต่างกันแม้เพียงเล็กน้อย จะทำให้การประเมินกาแฟผิดพลาดไปได้มาก ถือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทักษะการชิมที่หลายคนรวมทั้งผมเองด้วยเคยมองข้ามไป</p>
<p>จึงขอฝากเป็นข้อคิดเตือนใจไว้ครับว่า การชิมกาแฟให้ได้ประสบการณ์เต็มที่นั้น ตัวอย่างหรือเมล็ดกาแฟคั่วต้องถูกเตรียมมาอย่างดี คั่วมาเหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของการชิมอย่างเคร่งครัด เช่นถ้าต้องการเทียบระดับการคั่วอ่อนกลางเข้มของกาแฟตัวเดียวกัน กาแฟต้องคั่วมาต่างระดับกันอย่างชัดเจน ถ้าต้องการเทียบแหล่งปลูกต่อแหล่งปลูก กาแฟต้องคั่วมาอ่อนพอและมีระดับใกล้เคียงกันทั้งหมด หากเทียบโปรไฟล์การคั่วจากเมล็ดกาแฟเดียวกัน กาแฟควรคั่วออกมาในระดับเดียวกันทั้งหมด เป็นต้น เมื่อมาถึงการชงเพื่อชิมทดสอบเรายังควรหาวิธีการชงที่ให้น้ำกาแฟซึ่งเราประเมินง่ายที่สุด คือน้ำกาแฟต้องไม่เข้มหรืออ่อนเกินไป อันเป็นผลลัพธ์จากความสัมพันธ์ของ<a href="http://vudh.wordpress.com/2008/04/24/brewing_principle/" target="_blank">องค์ประกอบ 4 ประการ</a>ที่เคยกล่าวไว้แล้ว คือ อัตราการชง อุณหภูมิน้ำ เวลาในการสกัด และความหยาบละเอียดของผงกาแฟ โดยเราต้องทดลองและปรับจนได้วิธีที่ดีที่สุด จากนั้นจึงทำซ้ำให้เหมือนเดิมทุกครั้งไป งานจะง่ายขึ้นถ้าเราใช้ถ้วยชิมใบเดิม เครื่องบดตัวเิดิม โดยใช้ขนาดการบด และอัตราการชงหรือปริมาณกาแฟเหมือนเดิมทุกครั้ง ดังนี้จะทำให้เราสามารถชิมกาแฟได้อย่างยุติธรรมและสามารถพัฒนาทักษะการชิมได้อย่างมีทิศทางมากขึ้น</p>
<p>ส่วนถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังรู้สึกว่าทำไมมันวุ่นวายเสียจริง จะกลับไปใช้เครื่องชงที่มีอยู่แล้วไม่ดีกว่าหรือ ขออนุญาติเรียนว่าที่ต้องทำอย่างที่กล่าวมาเนื่องจากเราชิมกาแฟพร้อมกันหลายตัวครับ วิธีนี้สะดวกรวดเร็วง่ายและเห็นผลที่สุดแล้ว การชิมหลายตัวพร้อมกันทำให้เราสามารถเปรียบเทียบกาแฟได้ง่ายและชัดเจนมาก การชงแบบนี้เป็นการลุยเทน้ำร้อนลงไป ถ้าหม้อน้ำใหญ่พอและแก้วชิมมากพอ หมายความว่าเราสามารถชิมกาแฟได้พร้อมๆ กันนับสิบตัว(หรือมากกว่านั้น ถ้าไม่งงเสียก่อน)</p>
<p>การดื่มด่ำกับกาแฟดีๆ ในถ้วยเดียวว่าสุขสุนทรีย์แล้ว หากเทียบกับการชิมทดสอบหรือคัปปิ้งนั้นอาจไม่สุนทรีย์นักแต่รับรองว่า &#8220;สนุก&#8221; กว่าหลายเท่าครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.seat2cup.com/blog/2010/01/cupping-setup/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

